10 เรื่องที่โรงเรียนไม่ได้สอน

10 เรื่องที่โรงเรียนไม่ได้สอน

ตอนอยู่โรงเรียน คุณครูมักจะให้นักเรียนเขียนเรียงความเรื่องความฝันของฉัน หรือไม่ก็เรื่องโตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร

บางคนอยากเป็นหมอ เป็นนักบิน เป็นทหาร ตำรวจ น้อยคนที่ฝันอยากเป็นนักธุรกิจหรือเจ้าของกิจการ  อาจเป็นเพราะตอนเด็กพ่อ แม่เลี้ยงดูเราแบบสบาย ทำให้ไม่ต้องรู้สึกว่าจะต้องขวนขวายหาเงิน ถ้าอยากได้อะไร ก็ขอพ่อ ขอแม่ แป๊ปเดียวก็ได้แล้ว ไม่เห็นต้องเหนื่อยยากลำบากอะไร เด็กส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยมีความคิดเรื่องการหาเงินหาเงินอยู่ในหัว  ไม่ค่อยได้คิดถึงความยากลำบากของพ่อแม่  รวมทั้งโรงเรียนก็เอาแต่สอนวิชาการ  ไม่ได้สอนวิชาชีวิต ทำให้เด็กพอจบออกไปเก่งแต่เรื่องวิชาการ งานที่เกี่ยวกับคนและการใช้ชีวิตต้องไปเรียนรู้เอาใหม่ในที่ทำงานหรือกับชีวิตคู่ ชีวิตครอบครัว  รวมทั้งเรื่องการเงินการใช้สอย มีเท่าไหร่ก็ใช้หมด หลายคนใช้มากกว่าที่หามาได้ สุดท้ายชีวิตพังลงไม่เป็นท่า

จากนี้ไปต้องตระหนักถึงวิชาชีวิตบ้าง เรียนรู้ให้ไวตั้งแต่วัยเด็ก จะได้เป็นภูมิต้านทานให้กับชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง เมื่อเราไม่ได้อยู่ในอ้อมอกของพ่อแม่แล้ว  เรื่องที่โรงเรียนไม่ได้สอน แต่จำเป็นต้องศึกษาไว้เพื่อกรุยทางไปสู่ความสำเร็จของชีวิต มี 10 ข้อ ประยุกต์จากแนวคิดของ บิล เกตส์ มหาเศรษฐีระดับโลก สรุปได้ดังนี้

ข้อ 1. ชีวิตนี้ไม่ได้ยุติธรรม ทำความเคยชินกับมันซะ  โลกของความเป็นจริงกับโลกในตำราศีลธรรมนั้นต่างกัน


ข้อ 2. ไม่มีใครสนใจหรอกว่า คุณจะมั่นใจในตัวเองแค่ไหน  แต่เขาคาดหวัง ความสำเร็จ มากกว่า เป็นความสำเร็จที่เกิดจากความมั่นใจของคุณ ดังนั้นจงลงมือทำซะ


ข้อ 3. เป็นไปไม่ได้ที่จะทำเงินได้ถึงปีละสองล้านบาท ทันทีที่จบจากชั้นมัธยมศึกษา  และอย่าคาดหวังว่าจะได้เป็นประธานบริษัทมีรถประจำตำแหน่งโก้หรู  ทุกอย่างมันไม่ได้มาง่ายเพียงแค่คิดดี ฝันดี ใฝ่ดี มันต้องใช้เวลา


ข้อ 4. ถ้าคิดว่าสิ่งที่คุณครู และอาจารย์สอนเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ สอนซ้ำซาก ทวนแล้วทวนอีก ขี้บ่น  จู้จึ้  ลองไปหางานทำแล้วเจอกับบรรดานายจ้างตัวจริงเสียงจริงดูสิ รับรองว่า พวกเขาจะไม่ยอมให้อะไรจบไปอย่างมักง่ายแน่ๆ  อย่าคิดทำอะไรลวกๆ สุกเอาเผากินในชีวิตการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างหรือเป็นเจ้านายตัวเอง


ข้อ 5. การคิดอะไรเพี้ยนๆแปลกๆ ไม่ใช่เรื่องผิด คนรุ่นก่อนๆ เช่น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ของคุณ ก็เคยทำมันมาก่อน ถ้าจะคิดอะไรนอกกรอบไปบ้างก็จัดไป  มันคือความคิดสร้างสรรค์ที่จำเป็นกับงานในชีวิตจริง


ข้อ 6. ชีวิตที่สับสนวุ่นวายของคุณ ไม่ใช่ความผิดของ แม่หรือพ่อ เลิกโวยวาย เลิกคร่ำครวญกับสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้ว  แต่ให้เรียนรู้จากมันความผิดพลาด ล้มเหลวนั้น แล้วลุกขึ้นมาสู้ใหม่


ข้อ 7. พ่อแม่ไม่ได้น่าเบื่อ น่ารำคาญอย่างที่คุณคิด พ่อแม่เฝ้าเลี้ยงดู หาเงินมาจุนเจือครอบครัวด้วยความยากลำบาก  แล้วถ้ามีคิดจะทำเรื่องใหญ่ๆ เช่น โครงการอนุรักษ์เสือโคร่งในผืนป่าตะวันตก  ก็จงช่วยจัตัดการสิ่งสกปรก รกห้อง ล้างห้องน้ำของตัวเองให้สะอาดเสียก่อน  เรื่องส่วนว กับการช่วยพ่อช่วยแม่ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ จงทำให้ได้และแบ่งเบาภาระของท่านบ้าง ก่อนที่จะไปทำอะไรเพื่อสังคมอันกว้างใหญ่ มันไม่ง่ายหรอกนะ


ข้อ 8. ชีวิตในโรงเรียนอาจตัดสินคุณด้วยผลการเรียนที่ดีว่าเป็นผู้ชนะ ผลการเรียนที่แย่ต้องเป็นผู้แพ้  แต่ในชีวิตจริงและการงานบางอย่าง สอนให้คุณรู้จักความพ่ายแพ้ด้วยซ้ำ ชีวิตจริงไม่ได้รังเกียจความพ่ายแพ้ เพราะทุกการแพ้หรือล้มเหลวย่อมต้องให้บทเรียนในการเติบโตเสมอ  ดังนั้นชีวิตจริงไม่จำเป็นต้องเหมือนกับชีวิตในรั้วโรงเรียน


ข้อ 9.  ชีวิตจริงไม่ได้แบ่งบทเรียนออกเป็นเทอม หรือเป็นภาคเรียนที่1 กับ ภาคเรียนที่ 2 ชีวิตจริงไม่มีช่วงปิดภาคเรียน  เวลาเป็นสิ่งมีค่าเสมอ


ข้อ 10. สิ่งที่ได้เห็นในโทรทัศน์ ในหนังในละคร ไม่ใช่เรื่องจริง ชีวิตจริงไม่ได้สวยหรู รวดเร็วและสมหวังดั่งหนังละคร อย่าคิดนั่งชิลๆ จิบกาแฟแล้วคิดว่าจะมีคนใจดี มอบมรดกร้อยล้านให้เป็นอันขาด ชีวิตจริง ต้องทำงาน ทำงาน และทำงาน

 

จะเห็นว่าชีวิตในรั้วโรงเรียนเป็นเพียงช่วงสั้นๆของชีวิต และมีการจัดประสบการณ์ให้อยู่ในวงที่แคบและจำกัด การที่คนคนหนึ่งประสบความสำเร็จในชีวิตการเรียน หรือการศึกษา ใช่ว่าจะต้องสำเร็จในชีวิตการทำงานจริงๆด้วย เพราะมีปัจจัยมีเงื่อนไข และต้องพบกับผู้คนหลากหลายทั้งร้ายและดี  การทำงานหนักและคาดหวังในสิ่งที่สมเหตุสมผลจะทำให้ชีวิตไม่ต้องล้มลุกคลุกคลาน และจงเรียนรู้ทุกครั้งจากความผิดพลาดและล้มเหลว เพราะทุกการล้มแล้วลุก คือการเติบโตและนำไปสู่การมีชีวิตที่สมบูรณ์