ทำไม “พอล บิยา” ประธานาธิบดีแคเมอรูน จึงขาดงานอยู่เป็นประจำ?

ประธานาธิบดีพอล บิยา ผู้นำแคเมอรูนวัย 85 ปี ครองตำแหน่งประมุขของรัฐมานานถึง 35 ปีแล้ว แต่การที่เขาไม่ค่อยอยู่ในประเทศและไม่เข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีบ่อยครั้งนัก ทำให้ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในระดับนานาชาติ ในขณะที่ตัวเขาเองอาจกำลังเตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งผู้นำอีกครั้งในเดือนตุลาคมปีนี้

นายพอล เมลลี นักวิเคราะห์จากราชสถาบันกิจการระหว่างประเทศ หรือ ชัทแธม เฮาส์ ของสหราชอาณาจักรมองว่า ประธานาธิบดีบิยานั้นเป็นหนึ่งในผู้นำของทวีปแอฟริกาที่ขึ้นชื่ออย่างยิ่งเรื่องไม่สู้งานและบริหารประเทศแบบหยิบโหย่งฉาบฉวย โดยเมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี

นายบิยาอยู่ในตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 1982 เป็นหนึ่งในบรรดาผู้นำของแอฟริกาที่ครองอำนาจยาวนานที่สุด แม้เขาจะสามารถนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ และก้าวข้ามระบอบการปกครองโดยพรรคเดียวมาเป็นการเมืองแบบพหุนิยมหลายพรรคได้ แต่รัฐบาลภายใต้การนำของเขากลับเต็มไปด้วยปัญหาคอร์รัปชันและระบอบประชาธิปไตยที่เสื่อมถอย

ครูชาวกานา มีแค่ชอล์กและกระดานดำสอนวิชาคอมพิวเตอร์
แอฟริกาวาดฝันเปิดการค้าเสรีทั่วทวีป
จอร์จ เวียห์ สาบานตนเป็น ปธน.คนใหม่ของไลบีเรีย
มีการยกเลิกกำหนดวาระดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีไปเมื่อปี 2008 เปิดทางให้นายบิยาได้รับเลือกตั้งเข้ามาอีกครั้งในปี 2011 และอาจอยู่ในตำแหน่งได้ตลอดชีพ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนชาวแคเมอรูนไม่สู้พอใจกับเรื่องนี้เท่าใดนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนรุ่นใหม่ที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี ซึ่งคิดเป็นประชากรถึง 60% ของประเทศ คนเมืองในกลุ่มนี้ได้รับรู้ข่าวสารจากต่างประเทศทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมและอินเทอร์เน็ต ทำให้ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งในภูมิภาคทางใต้ของทะเลทรายสะฮาราลงมา ซึ่งการมีผู้นำที่ครองอำนาจยาวนานหลายสิบปีไม่ใช่เรื่องพึงปรารถนาอีกต่อไป

ผู้นำที่อยู่ต่างประเทศถึง 4 เดือนในแต่ละปี

การที่นายบิยามักเดินทางไปต่างประเทศเป็นการส่วนตัวบ่อยครั้ง รวมทั้งเลือกพำนักในต่างประเทศเป็นเวลานานในแต่ละปี ทำให้ผู้คนมองกันว่าเขาเป็นผู้นำที่ไร้ประสิทธิภาพ

ครั้งหนึ่งหนังสือพิมพ์แคเมอรูนทริบูนของรัฐบาล ถึงกับเกิดวิวาทะกับองค์กรเอกชนในโครงการรายงานเหตุคอร์รัปชันและขบวนการอาชญากรรม (OCCRP) ซึ่งเผยผลวิเคราะห์ข้อมูลจากการรวบรวมข่าวของสื่อมวลชนที่ชี้ว่า เมื่อปีที่แล้วนายบิยาเดินทางไปต่างประเทศเป็นการส่วนตัวถึง 60 วัน ส่วนในปี 2006 และปี 2009 เขาใช้เวลาอยู่ต่างประเทศถึง 1 ใน 3 ของแต่ละปี โดยมักไปพักอยู่ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัลในนครเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์

หนังสือพิมพ์แคเมอรูนทริบูนของรัฐบาลชี้ว่า ข้อกล่าวหาข้างต้นเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อหวังผลในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะมาถึง แต่อย่างไรก็ตาม การที่นายบิยามักไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะและชอบหลบไปพักผ่อนเงียบ ๆ ที่บ้านเกิดเมื่อกลับมายังแคเมอรูน ไม่ได้ทำให้ภาพลักษณ์ “ประธานาธิบดีผู้ขาดงาน” ของเขาดีขึ้นเท่าใดนัก

กล่าวกันว่านายบิยาได้มอบหมายให้นายกรัฐมนตรีฟิเลมอน ยัง เป็นผู้ดูแลกิจการทั่วไปในแต่ละวันของรัฐบาลในกรุงยาอุนเด เมืองหลวง ซึ่งนายกรัฐมนตรีผู้นี้ก็มักจะจัดประชุม “สภาที่ปรึกษาคณะรัฐมนตรี” ขึ้นประมาณเดือนละครั้ง เขาได้รับมอบอำนาจจากประธานาธิบดีให้จัดการในเรื่องบริหารประเทศได้อย่างกว้างขวาง ในขณะที่นายบิยาเองคุมเกมการเมืองด้วยการนัดพบปะกับบุคคลสำคัญเป็นการส่วนตัวที่ทำเนียบประธานาธิบดีเป็นครั้งคราว

อย่างไรก็ตาม มีผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการที่ประธานาธิบดีแคเมอรูนปล่อยให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารประเทศนั้น อาจเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม ซึ่งผู้นำจากภูมิภาคที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลักอย่างนายบิยา มักจะทิ้งระยะห่างและเปิดโอกาสให้ผู้นำที่มาจากภูมิภาคที่ใช้ภาษาอังกฤษอย่างนายกรัฐมนตรียังได้แสดงฝีมือ

การประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกในรอบ 2 ปี สำคัญอย่างไร ?

หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า การเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปีของนายบิยาที่มีขึ้นหลังการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุด น่าจะต้องมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยอาจเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปที่กำลังจะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้

แต่รายงานการประชุมที่ออกมากลับผิดความคาดหมาย เพราะนายบิยาไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการเลือกตั้งหรือเอ่ยเป็นนัยว่าเขาจะลงสมัครอีกครั้งแต่อย่างใด ประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนี้กลับเป็นเรื่องการจัดการกับความไม่สงบในภูมิภาคทางตะวันตกของประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งก่อนหน้านี้การประท้วงของบรรดาครูและทนายความที่ให้รัฐบาลส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษในประเทศให้มากขึ้น ได้บานปลายกลายเป็นเหตุรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตหลายคน

เหตุประท้วงดังกล่าวยังเกี่ยวข้องกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน “แอมบาโซเนีย” ที่ต้องการแยกตัวเป็นเอกราชอีกด้วย ทำให้การประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งนี้มีมติใช้นโยบายความมั่นคงที่ยึดมั่นในกฎระเบียบ และการรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างเข้มงวด แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีการก่อตั้ง “กระทรวงกระจายอำนาจ” เพื่อเปิดทางให้ส่วนภูมิภาคสามารถบริหารควบคุมและพัฒนาท้องถิ่นของตนเองได้อย่างเป็นอิสระขึ้น