พลโทหญิงสุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา เธอคนนี้คือใคร? . . .

พลโทหญิง สุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา หรือ หม่อมนุ้ย แต่เดิมชื่อ “นทีรา สิหนาทกถากุล” จบการศึกษาจาก นิติศาสตร์จุฬา และ รับอาชีพ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมาก่อนรับราชการทหาร..  ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นนายทหารปฏิบัติการพิเศษสำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลโท)[2] และยังได้รับพระกรุณาให้เป็นราชองค์รักษ์เวรในพระองค์ของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์

พลโทหญิงสุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา คือใคร?

พลตรีหญิงสุทิดา วชิราลงกรณ์ ปัจจุบันเป็นราชองครักษ์เวรในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร

ประวัติพลโทหญิงสุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา

ชื่อจริง : พลโทหญิงสุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา

ชื่อเล่น : นุ้ย

วันเกิด : 3 มิถุนายน พ.ศ. 2519

อายุ : 40 ปี

ตำแหน่งในปัจุบัน :  นายทหารปฏิบัติการพิเศษสํานักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษ ในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย รักษาพระองค์ (อัตรา พลโท)

ตำแหน่งก่อนหน้านี้

  • เสนาธิการหน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย รักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี)
  • ผู้บังคับการโรงเรียนทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตราพลตรี)
  • ราชองครักษ์เวรในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร

พลโทหญิงสุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา เคยทำงานในส่วนของนักบินการบินไทย ก่อนจะมารับราชการในตำแหน่งราชองครักษ์เวรในเดือนสิงหาคมปี 2557

วันที่ 16 กรกฎาคม 2557 มีประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งให้ พลตรีหญิง สุทิดา วชิราลงกรณ์ ผู้บังคับการโรงเรียนทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตราพลตรี) เป็น เสนาธิการหน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตราพลตรี)

ลำดับยศ

14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ร้อยตรีหญิง
14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ร้อยโทหญิง
1 เมษายน พ.ศ. 2554 ร้อยเอกหญิง
1 ตุลาคม พ.ศ. 2554 พันตรีหญิง
1 เมษายน พ.ศ. 2555 พันโทหญิง
1 ตุลาคม พ.ศ. 2555 พันเอกหญิง
10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 พลตรีหญิง
26 สิงหาคม พ.ศ. 2559 พลโทหญิง

มาชมภาพของ หม่อมนุ้ยกัน..

ขอบคุณภาพจาก Matichon.co.th

คล้ายข้อสงสัย !! “ฮิวโก้” คือใคร หลายคนอาจไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องอย่างไร กับ “ราชวงศ์”

กระจ่างเลย!
ด้วยเหตุที่ชวนพี่คุยเรื่อง ร.5 ร.6 ร.7 ร.8 ร.9 แล้วคำถามคลาสสิคจึงเกิดว่า
“แล้วฮิวโก้พ่อเค้าคือใคร? พี่นึกว่าปู่ฮิวโก้คือพระอนุชาร.6?”
จึงต้องเล่ายาวมากง่ายๆดังนี้ และคิดว่าต้องมีหลายคนเข้าใจเรื่องนี้แบบนั้น (ไม่ราชาศัพท์หมดนะค่ะเอาที่เขียนละเข้าใจ)
คุณตาทวดฮิวโก้ คือพระอนุชา ร.6 แต่เป็นพระเชษฐา ร.7
ทั้งหมดนี้เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน คือมีพระมารดาเดียวกัน
คือสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ
ครั้งเมื่อ ร.6 ทรงเสด็จสวรรคต (ซึ่ง ร.6 ไม่มีพระโอรส)
ก็เลยต้องมีการหากษัตริย์มาสืบราชบังลังก์ต่อ…..
แต่คุณตาทวดฮิวโก้แต่งงานกับหม่อมคัทริน มีลูกออกมาเป็น “คุณตาฮิวโก้” (ตามภาพ) ตามกฏมณเฑียรบาลจึงหมดสิทธิ์ในการสืบราชบัลลังก์ต่อจาก ร.6 ทำให้ต้องตกมาอยู่ที่ ร.7
ร.7 ขึ้นเป็นกษัตริย์ ครั้งนั้นก็ทรงไม่มีพระโอรส หรือพระธิดาเลยง่ายๆว่าไม่มีรัชทายาทในการสืบบังลังก์ตามสายเลือด
พอพระองค์ทรงสละราชบัลลังก์ ก็ทำให้ต้องมีการหากษัตริย์มาสืบราชบัลลังก์ต่ออีกครั้ง…. คำถามที่เมื่อคืนหลินตอบสามีจึงเกิดว่าและตอบไปแล้วว่า (โดยการต้องหาภาพประกอบมาตามข้างล่างเพื่อความเข้าใจของสามี)
ตามสายหลักตอนนั้นพี่น้องร่วมท้อง ร.6 – ร.7 ไม่มีแล้ว (ไปหาอ่านกันเองยาวมาก) จะให้กลับมาหาคุณตาฮิวโก้ก็ไม่ได้เพราะตามจริงท่านมีแม่เป็นรัสเซีย (ตามเรื่องแคทยากับเจ้าฟ้าสยาม) ต้องเป็นสามัญชนด้วยซ้ำแต่เพราะ ร.6 ทรงสงสารหลานคนนี้จึงแต่งตั้งเป็นเจ้าฟ้าด้วยความรักและเอ็นดู ทำให้สายนี้ต้องตกไป
ดังนั้นการสืบสันตติวงศ์จึงกลับมาสู่สายพระพันวัสสา (คือพระบรมราชเทวี=ภรรยาอีกคน ของ ร.5) นั่นคือพ่อของ ร.8-ร.9 ที่เสียไปแล้วและอย่างที่ทราบกันคือในที่สุด … รัฐบาลในขณะนั้นก็จึงทูลเชิญ ร.8 ขึ้นครองราชบัลลังก์ (อยากให้ทุกคนไปศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงนี้เพราะนับจริงๆมันคือการกลับมาหาสายหลักดั่งที่เคยมี เจ้าฟ้าวชิรุณหิศ นั่นเอง)
สรุป คือ คุณตาฮิวโก้ก็แต่งงานกับยายฮิวโก้คือหม่อมอาลิซะเบท มีลูกออกมาเป็น “แม่ฮิวโก้” ตามนั้นนะค่ะ ฮิวโก้สืบสายจักรพงศ์ตามแม่และคุณตา (ไม่ใช่ปู่นะจ้ะ) …. ซึ่งถ้าไม่นับว่ามีการข้ามสายเพราะเรื่องนี้ ฮิวโก้ ก็นับว่าเป็นเจ้านั่นล่ะสายหลักด้วยไม่ผิดจ้า แต่นี่ไม่นับจ้า ข้ามไปจ้า
.
.
จากเหตุการ์ณนี้ทำให้เราจึงมี รัชกาลที่ 9 พ่อของพวกเรานั่นเองจ้า
ส่วนใครอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมไป วิกิพีเดีย กูเกิ้ล หาหนังสือมาอ่านเพิ่มค่ะ ถ้าสนใจเรื่องนี้แนะนำหนังสือค่ะ “เกิดวังปารุสก์” คุณตาฮิวโก้ท่านเป็นคนเขียน จะได้ข้อมูลละเอียด เรื่องประวัติศาสตร์สำคัญของไทย หลินว่าทุกคนควรรู้ ควรอ่าน ควรมีเก็บไว้ … ลองอ่านเถอะค่ะสนุกและได้โลดแล่นย้อนไปในวัง แผ่นดินไทย ระบบการปกครองที่ฝังลึกจนทำให้เข้าใจเมืองไทย การปกครอง การเมือง เข้าใจอะไรเยอะมากที่ฝังรากในจิตใจคนไทยมาแสนนานค่ะ
 
ประวัติ
จุลจักร จักรพงศ์ ชื่อเล่น เล็ก มีชื่อจริงว่า ฮิวโก จุล อเล็กซานเดอร์ เลวี (อังกฤษ: Hugo Chula Alexander Levy)[1] เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2524 ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรชายคนโตของหม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ กับแอลเลน เลวี ถือเป็นหลานตาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งเป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ฮิวโก้มีเชื้อสายไทย-อังกฤษ-รัสเซีย และสก็อตผ่านทางมารดา และเขายังมีน้องชายต่างบิดาหนึ่งคนคือ โดมินิก ภูวสวัสดิ์ จักรพงศ์ (อังกฤษ: Dominic Phuwasawat Chakrabongse, พ.ศ. 2534 -)[3]
ในวัยเด็กฮิวโก้ได้ศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา จากนั้นไปเรียนต่อที่โรงเรียนชาร์เตอร์ เฮ้าส์ กรุงลอนดอน อนึ่งเนื่องจากจุลจักร จักรพงษ์ ใช้นามราชสกุลตามมารดา นามสกุลของเขาจึงไม่ใช้คำลงท้าย “ณ อยุธยา”
เขาได้สมรสกับทัศนาวลัย องอาจอิทธิชัย ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามตามภรรยาซึ่งเป็นอดีตหุ้นส่วนของบริษัท ฮาวคัม เอ็นเทอร์เทนเมนท์จำกัด โดยมีวินัย สะมะอุน เป็นผู้ดำเนินการพิธี[4] โดยได้จัดพิธีสมรสแบบอินเดีย-โมร็อกโก ณ วังจักรพงษ์ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2552[5] ปัจจุบันมีบุตรชาย 2 คน ชื่อ ทัศนจักร จักรพงษ์ ชื่อเล่น ฮาเปอร์ ชื่ออิสลาม:ฮารูน และ ฮันเตอร์[6]
ที่มา
จุลจักร จักรพงษ์ (Chulachak Chakrabongse) มีชื่อเล่นว่า “เล็ก” แต่นิยมเรียกกันว่า ฮิวโก้ (Hugo Chula Alexander) เป็นบุตรชายคนโตของหม่อมราชวงศ์หญิงนริศรา จักรพงษ์ กับ แอลเลน เลวี่ เป็นหลานตาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระโอรสในจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ
จุลจักร จักรพงษ์ มีชื่อเล่นว่า เล็ก แต่คนทั่วไปนิยมเรียกและรู้จักกันในชื่อ ฮิวโก้ โดยเกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2524 ที่ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรชายคนโตของหม่อมราชวงศ์หญิงนริศรา จักรพงษ์ กับแอลเลน เลวี่ ฮิวโก้เป็นหลานตาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งเป็นพระโอรสในจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ฮิวโก้มีเชื้อสายไทย-อังกฤษ-รัสเซีย ในวัยเด็กฮิวโก้ได้ศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา จากนั้นไปเรียนต่อที่โรงเรียนชาร์เตอร์ เฮ้าส์ กรุงลอนดอน อนึ่งเนื่องจากจุลจักร จักรพงษ์ ใช้นามราชสกุลตามมารดา นามสกุลของเขาจึงไม่ใช้คำลงท้าย “ณ อยุธยา”
ปัจจุบันฮิวโก้ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามตามภรรยา คือ ทัศนาวลัย องอาจอิทธิชัย ซึ่งเป็นอดีตหุ้นส่วนของบริษัท ฮาวคัม เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด โดยมี นายวินัย สะมะอุน เป็นผู้ดำเนินการพิธี โดยได้จัดพิธีสมรสแบบอินเดีย-โมร็อกโก ณ วังจักรพงษ์ ปัจจุบันมีบุตรชาย 1 คน ชื่อ ด.ช.ทัศนจักร จักรพงษ์ หรือ น้องฮาเปอร์
โดย จอมพล สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ
ซึ่งเป็นท่านทวดของฮิวโก้นั้น
ทรงเป็นต้นราชสกุล “จักรพงษ์” เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 40 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และองค์ที่ 4 ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระพันปีหลวง และทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ (ท่านทวด) ทรงเสกสมรสกับพระชายาชาวรัสเซียชื่อ เอกาเทรินา (คัทริน) อิวานอฟนา เดนิตสกายา เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2449 ได้ทรงสมรสที่เมืองคอนสแตนติโนเปิล โดยที่ไม่ได้ทรงกราบทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงทราบแต่ประการใด กับได้ทรงพาหม่อมคัทริน กลับเมืองไทยในปีเดียวกันนั้นเอง
ในชั้นแรกทรงให้หม่อมคัทริน พักอยู่ที่เมืองสิงคโปร์เป็นการชั่วคราวก่อน ส่วนพระองค์ฯ ได้เสด็จกลับกรุงเทพฯ แต่พระองค์เดียว โดยเสด็จประทับอยู่ที่วังปารุสกวัน ครั้นต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2449 ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลื่อนยศเป็นนายพันเอก และดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ
ในไม่นานก็มีข่าวลือมายังกรุงเทพฯ ว่ามีมาดามเดอพิษณุโลกอยู่ที่สิงคโปร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนารถทราบ ทรงกริ้วเป็นที่สุด โดยที่พระโอรสพระองค์นี้ทรงเป็นที่สนิทเสน่หาของสมเด็จพระราชบิดา และพระราชมารดาเป็นอย่างยิ่ง กลับทรงไปมีพระชายาเป็นชาวต่างชาติ ย่อมเป็นที่แสลงพระราชหฤทัย อันเนื่องด้วยพระราชประเพณีเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อข่าวเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้ว พระองค์ฯ ก็จัดให้หม่อมคัทริน เดินทางมายังกรุงเทพฯ
ครั้นในปลายปี พ.ศ. 2450 นั้นเอง หม่อมคัทรินพระชายาของพระองค์ได้ประสูติโอรสเป็นชายพระองค์แรกและพระองค์เดียวคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ (ท่านตา) ประสูติเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2450 ซึ่งนับเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
เมื่อขณะประสูติพระองค์ดำรงพระอิสริยยศเป็นหม่อมเจ้า ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าสถาปนาเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2463 พระโอรสของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมขุนพิษณุโลกประชานารถ พระองค์นี้ได้นำความปลาบปลื้มปีติยินดีให้กับสมเด็จพระบรมราชินีนารถยิ่งนัก
ในปี พ.ศ. 2462 พระองค์ก็ได้ทรงหย่าขาดจากหม่อมคัทริน ขณะที่พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระโอรสมีพระชันษาได้ 12 ปี ได้อยู่กับพระบิดา
ที่มา Mananpat Lhin Seubbuk

คลังสั่งแบงก์รัฐแจกเสื้อดำ 8 ล้านตัวให้คนมีรายได้น้อย

201610151733435-20120402141120

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้หารือกับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ให้ผลิตเสื้อยืดสีดำคอกลมฟรีไซส์ ให้กับผู้ที่มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 8 ล้านคน เพื่อสวมใส่ไว้ทุกข์ให้กับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยแบงก์รัฐจะรับผิดชอบแจกเสื้อให้กับผู้ที่มาลงทะเบียนไว้กับแบงก์นั้น เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมีเสื้อดำไว้สวมใส่ไว้ทุกข์ตลาดทั้งปี

127268-696x522

ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวต่อว่า เสื้อยืดสีดำคอกลมราคาอยู่ที่ประมาณตัวละ 50 บาท เป็นเงินที่แบงก์รัฐต้องจ่าย 400 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายของผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล

“แม้ว่ารัฐบาลจะชี้แจงว่า ไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อดำทุกคน แต่คลังเห็นว่าถ้าผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายมากอยู่แล้ว มีเสื้อดำไว้ใส่ไว้ทุกข์ให้กับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็จะเป็นการดีกว่า” นายสมชัย กล่าว

 

ที่มา : khaosod

พระนามบัตร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พระนามบัตร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

จากบทสัมภาษณ์ของ คุณฮิโรมิ อินาโยชิ นักออกแบบชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ออกแบบพระนามบัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ชุดที่ท่านผู้อ่านเห็นอยู่นี้ ในวารสาร “ในวงการพิมพ์” (http://www.thethaiprinter.com) กล่าวไว้ว่า

การได้รับโอกาสเป็นผู้ออกแบบ “พระนามบัตรในหลวง” นั้น มีที่มาจากการจัดนิทรรศการแสดงผลงานการออกแบบสัญลักษณ์และสี ในงานของสหประชาชาติ ณ โรงแรมพลาซ่าแอทธินี เมื่อปี พ.ศ. 2545 และมีบุคคลในสำนักพระราชวังไปเห็นฝีมือ จึงให้ความสนใจและหารือถึงการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อถวายในหลวง เนื่องในวโรกาสครบรอบ 75 พรรษา โดยสรุปสุดท้ายที่การออกแบบนามบัตรจำนวน 4 แบบ ดังนี้

พระนามบัตร 4 แบบ

1

แบบที่ 1 มีคอนเซ็ปต์มาจากตัว “A” ซึ่งเป็นพระนามของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ “อดุลยเดช” และส่วนของจุดสีที่อยู่ภายในแทนสีของแก้วนพรัตน์หรืออัญมณี 9 ประการ อันเป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์

แบบที่ 2 มีคอนเซ็ปต์มาจากการพนมมือไหว้ของคนไทย อันเป็นเอกลักษณ์ที่สื่อได้ถึงความเป็นคนไทย ขณะเดียวกัน ก็มีจุดสีของแก้วนพรัตน์รายล้อมอยู่ภายใน สื่อถึงความเป็นพระมหากษัตริย์ของไทย

แบบที่ 3 มีคอนเซ็ปต์มาจากเครื่องดนตรีคือแซกโซโฟน ซึ่งในหลวงทรงโปรดเป็นพิเศษและมีจุดสีของแก้วนพรัตน์แสดงเอกลักษณ์ของพระมหา กษัตริย์อีกเช่นกัน

แบบที่ 4 มีคอนเซ็ปต์มาจากพระนาม “ภูมิพล” ซึ่งเมื่อเขียนเป็นภาษาอังกฤษจะขึ้นต้นด้วยตัว “B” แล้วออกแบบรูปร่างทำเป็นปีกพญาครุฑ ภายในบรรจุจุดสีของแก้วนพรัตน์แสดงเอกลักษณ์พระมหากษัตริย์ เพื่อให้เป็นในแนวทางเดียวกันหมด

เป็นที่น่าสังเกตว่า การออกแบบ “พระนามบัตร” จะเน้นภาพสัญลักษณ์มากกว่าการสื่อความหมายด้วยภาษาของตัวอักษร ดังที่ปรากฎในนามบัตรทั่วไป โดยที่คุณฮิโรมิ อธิบายว่า จริงๆ แล้วการออกแบบนามบัตรทั่วไปส่วนใหญ่ไม่ถูกต้อง ถ้าพูดถึงระดับนานานาชาติ จะนิยมทำสัญลักษณ์มากกว่าใช้ภาษาของตัวอักษร

“นามบัตรที่ดีจะไม่ นิยมพิมพ์ชื่อตัวเองหรือชื่อบุคคลขนาดใหญ่ ตัวหนังสือจะออกแบบเพียงให้ดูเป็นมันขึ้นมาและสื่อภาษาเล็กน้อยเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนามบัตรของพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็คงไม่จำเป็นต้องเน้นชื่อ และไม่จำเป็นต้องใส่ที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์ สื่อเพียงแค่เป็นพระมหากษัตริย์ของไทยก็เพียงพอ”

คุณฮิโรมิ กล่าวว่า จริง ๆ แล้วการออกแบบสัญลักษณ์ไม่เหมือนกับภาพวาดทั่วไป ที่มองเห็นของจริงแล้ววาดภาพเหมือนออกมา แต่งานออกแบบของตนเองไม่ได้มองภาพจริงวาดภาพเหมือน แต่เป็นการใช้จินตนาการนึกภาพออกมาเป็นสัญลักษณ์แทนตัวบุคคล

2

เมื่อถามว่า ความคิดขณะออกแบบตั้งใจเพื่อให้ในหลวงใช้พระราชทานแก่บุคคลอื่นด้วยหรือไม่ คุณฮิโรมิหัวเราะก่อนตอบว่า ก็เห็นพระองค์ท่านมีการพระราชทานเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการมีรับสั่งให้พิมพ์เพิ่มด้วย โดยใช้โรงพิมพ์ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ดำเนินการ
แต่พระนามบัตร ซึ่งเป็นการออกแบบสัญลักษณ์นี้เป็นการใช้ส่วนพระองค์มากและไม่เป็นทางการ เพราะส่วนที่เป็นทางการในหลวงท่านก็มีตราประจำรัชกาล หรือตราสัญลักษณ์เนื่องในวโรกาสต่างๆ อยู่แล้ว ความคิดขณะออกแบบจึงไม่ได้มุ่งให้เป็นงานเป็นการมากนัก

อย่างไรก็ตาม ความคิดขณะออกแบบนั้น สิ่งที่คำนึงถึงอย่างมากคือเรื่องระบบการพิมพ์ ซึ่งจะต้องมีลูกเล่นให้แปลกตา, มีความหมายและลูกเล่นที่ไม่ซ้ำแบบใคร หรือทำการพิมพ์ลอกเลียนแบบไม่ได้ง่ายๆ

“ระบบการพิมพ์จะค่อนข้างพิถี พิถัน อย่างเช่น การใช้สีพิเศษ กระดาษก็จะต้องเป็นของ Arjo Wiggins Fine ซึ่งเป็นกระดาษของฝรั่งเศส เครื่องพิมพ์ก็จะกำหนดให้ต้องใช้เครื่องพิมพ์โรแลนด์และไฮเดลเบิร์กเท่านั้น รวมทั้งอื่น ๆ ซึ่งจะมีการกำหนดรายละเอียดปลีกย่อยให้โรงพิมพ์ดำเนินการทั้งหมดเลย รวมทั้งจะเข้าไปดูแลและควบคุมการพิมพ์งานด้วยตัวเองด้วย”

ขั้นตอนการพิมพ์ “พระนามบัตร” จะทำการพิมพ์สีพื้นก่อนแล้วทำการพิมพ์ฟอยล์ตบท้าย โดยในส่วนจุดสีของนพรัตน์หรือสีอัญมณีทั้ง 9 เม็ด จะต้องพิมพ์ทั้งหมด 18 สี กล่าวคือ พิมพ์ครั้งแรกจำนวน 9 สีหรือ 1 รอบ และพิมพ์ 9 สีอีก 1 รอบทับอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่า แต่ละสีจะมีการพิมพ์ 2 ครั้ง โดยกว่าจะได้งานออกมาดังที่ตั้งใจ ต้องทำการปรู๊ฟถึง 12 ครั้ง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พระนามบัตร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

ที่มา : campus

สลด ชาวอินเดียกลัวสะพานถล่ม หนีตายเหยียบกันดับ 24 ราย

สลด ชาวอินเดียกลัวสะพานถล่ม หนีตายเหยียบกันดับ 24 ราย

เกิดเหตุเหยียบกันบนสะพานทางเหนือของประเทศอินเดียทำให้มีผู้เสียชีวิต 24 ราย หลังเกิดข่าวลือว่าสะพานจะถล่ม ทำให้ประชาชนแตกตื่นหนีตาย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเหยียบกันบนสะพานสายหนึ่งในเมืองทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย หลังจากฝูงชนจำนวนมากพยายามข้ามสะพานเพื่อไปเข้าร่วมพิธีกรรมของศาสนาฮินดู เมื่อวันเสาร์ที่ 15 ต.ค. เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 24 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 20 คน

เหตุสลดดังกล่าวเกิดขึ้นที่ชานเมืองพาราณสี ในรัฐอุตตรประเทศ หลังจากตำรวจเริ่มไล่ผู้คนออกจากสะพานเนื่องจากมีผู้ข้ามในคราวเดียวมากเกินไป ทำให้เกิดข่าวลือแพร่กระจายว่าสะพานกำลังจะถล่ม จนผู้คนแตกตื่นวิ่งหนีอลหม่าน และเกิดการเหยียบกันขึ้น โดยมีผู้เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ 19 ราย และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 5 ราย ขณะที่มีผู้บาดเจ็บ 20 คน ซึ่ง 4 คนในจำนวนนี้มีอาการสาหัส

ทั้งนี้ ตามการเปิดเผยของผู้จัดงาน พวกเขาคาดว่าจะมีประชาชนมาร่วมพิธีประมาณ 3,000 คน แต่กลับมีประชาชนเดินทางมามากกว่า 70,000 คน ซึ่งพวกเขาไม่ได้เตรียมการมาเพื่อรับมือผู้คนจำนวนขนาดนี้

หลังเกิดเหตุ นาย นเรนทร โมที นายกรัฐมนตรีอินเดีย โพสต์ข้อความบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ทวิตเตอร์ แสดงความเสียใจต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อินเดียกลัวสะพานถล่ม

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อินเดียกลัวสะพานถล่ม

ที่มา : ไทยรัฐ

พระโอรสธิดาทั้ง 7 ณ ปัจจุบัน ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พระโอรสธิดาทั้ง7

 ปัจจุบัน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชโอรสธิดา 7 พระองค์ ดังนี้

► ประสูติแด่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ :
1. พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา (7 ธันวาคม พ.ศ. 2521)
► ประสูติแด่นางสุจาริณี วิวัชรวงศ์ (เดิม : พันตรีหญิง หม่อมสุจาริณี มหิดล ณ อยุธยา) :
2. นายจุฑาวัชร วิวัชรวงศ์ (29 สิงหาคม พ.ศ. 2522)
3. นายวัชรเรศร วิวัชรวงศ์ (27 พฤษภาคม พ.ศ. 2524)
4. นายจักรีวัชร วิวัชรวงศ์ (26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2526)
5. นายวัชรวีร์ วิวัชรวงศ์ (14 มิถุนายน พ.ศ. 2528)
6. พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ (8 มกราคม พ.ศ. 2530)
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์
► ประสูติแต่พลตรีหญิง ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี (เดิม : พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา ฯ) :
7. พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ (29 เมษายน พ.ศ. 2548)
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ

Credit : ทรงพระเจริญ FB PAGE

ขอบคุณที่มา SiamUpdates

นายกฯเชื่อคนไทยรัก ในหลวง แม้ไม่สามารถใส่เสื้อขาว-ดำได้ทุกวัน

นายกฯเชื่อคนไทยรัก ในหลวง แม้ไม่สามารถใส่เสื้อขาว-ดำได้ทุกวัน

นายกฯเชื่อคนไทยรักในหลวงแม้ไม่สามารถใส่เสื้อขาว-ดำได้ทุกวันขอทุกคนเห็นใจ-เข้าใจซึ่งกันและกัน อย่าคิดตีความเกินเลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ ย้ำ คิดดี ทำความดี ดำรงตนตามแนวพระราชปณิธาน-คำสอนของพระองค์

เมื่อเวลา 13.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มั่นใจว่าพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศเทิดทูนและจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ และต้องการแสดงความอาลัยต่อพระองค์ท่าน ด้วยการแต่งชุดดำขาว อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเข้าใจดีว่า ช่วงเวลานี้เสื้อขาวดำเป็นที่ต้องการมาก อาจจะขาดตลาด ทำให้หลายๆท่านอาจไม่สามารถสวมเสื้อขาวดำได้ทุกวัน ตามที่ใจมุ่งมั่นปรารถนา รวมทั้งพี่น้องประชาชนบางส่วนอาจอยู่ในภาวะลำบากขัดสนที่จะจัดหาเสื้อผ้าชุดใหม่

“นายกรัฐมนตรีอยากขอให้พี่น้องประชาชนเข้าใจซึ่งกันและกัน เห็นอกเห็นใจกัน ถึงปัจจัยและข้อจำกัดของแต่ละบุคคล อย่าตีความเกินเลย กลายเป็นความไม่เข้าใจ หรือกลายเป็นเรื่องใหญ่โดยไม่จำเป็น เวลานี้ควรเป็นเวลาแห่งความรัก ความสามัคคี และการดูแลให้สังคมมีความสงบสุข”

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า สำหรับพี่น้องประชาชนที่ไม่สามารถจัดหาเสื้อผ้าชุดสีดำหรือสีขาวสำหรับสวมใส่ได้ทุกวัน สามารถแสดงสัญลักษณ์ของความอาลัยด้วย การติดริบบิ้นหรือโบว์สีดำ บนหน้าอกเสื้อ หรือที่แขนเสื้อบริเวณต้นแขนได้เช่นกัน เพราะสิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือการคิดดี ทำความดี ดำรงตนตามแนวพระราชปณิธานและคำสอนของพระองค์ ซึ่งถือเป็นการแสดงความอาลัยและจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศอย่างดีที่สุด

ที่มา : ข่าวสด

ศิลปินชาวไทยในเกาหลี รวมลงนามถวายอาลัย แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

page-1

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล จัดพิธีลงนามถวายอาลัย แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

นางสาวลลิษา มโนบาล (ลิซ่า) ศิลปินชาวไทย วง Blackpink จากค่าย YG Entertainment

นางสาวชลนสร สัจจกุล (สร) ศิลปินชาวไทย วง CLC ค่าย Cube Entertainment

นายชิตพล ลี้ชัยพรกุล (เตนล์) ศิลปินชาวไทย วง NCT จากค่าย S.M. Entertainment

ที่มา Royal Thai Embassy, Seoul

สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานสัมภาษณ์ หลักทรงงานพัฒนาประเทศของ”ในหลวง”

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานสัมภาษณ์เกี่ยวกับหลักการทรงงานพัฒนาประเทศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชวโรกาสให้ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะทำงานจัดทำหนังสือเฉลิมพระเกียรติ พระมหากษัตริย์นักพัฒนาเพื่อประโยชน์สุขสู่ปวงประชาŽ นำคณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ และทีมงานจัดทำหนังสือฯ
อันประกอบด้วย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ นางเพ็ญจา อ่อนชิต นายปรเมธี วิมลศิริ นายสุทิน ลี้ปิยะชาติ นางสาวกัญญารักษ์ ศรีทองรุ่ง และนางจันทร์ทิพย์ ปาละนันทน์ เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทเพื่อขอพระราชทานสัมภาษณ์เกี่ยวกับหลักการทรงงานและแนวพระราชดำริในการพัฒนาประเทศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และประสบการณ์ที่โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน 2554 ณ อาคารชัยพัฒนา สวนจิตรลดา

สำนักงานฯ รู้สึกซาบซึ้งในพระมหา กรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ได้รับพระราชทานสัมภาษณ์เกี่ยวกับหลักการทรงงานพัฒนาประเทศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันทรงคุณค่ายิ่ง เพื่อเผยแพร่ให้หน่วยงานและภาคส่วนต่างๆ ได้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และดำเนินตามรอยพระยุคลบาทโดยนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศต่อไป

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับหลักการทรงงานพัฒนาประเทศ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งขอน้อมอัญเชิญมาดังนี้

ทรงแก้ไขปัญหาให้ประชาชน โดยใช้องค์ความรู้

เรื่องหลักการทรงงานและแนวพระราชดำริ ในการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มีพระราชดำรัสที่เผยแพร่เป็นที่รู้ทั่วไป หลักกว้างๆ ของพระองค์คือ เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรว่ามีสิ่งอะไรที่ควรปรับปรุงได้ดีกว่านี้ ทำประโยชน์ให้เจริญรุ่งเรืองได้มากขึ้นกว่านี้ หรือประชาชนยังมีปัญหาความทุกข์ในพื้นที่แบบนี้ จะทำอย่างไร โดยพระองค์จะทรงใช้ความรู้ที่มีอยู่แล้ว หรือหากยังทรงไม่มีความรู้ในสิ่งที่คิดว่าสำคัญ พระองค์จะทรงหาความรู้โดยทรงศึกษาและสนทนากับผู้รู้ต่างๆ แล้วนำมาประยุกต์ปรับปรุง ด้วยความตั้งพระราชหฤทัยที่จะทำประโยชน์ให้แก่ประชาชน พระองค์เองจะทรงลำบากเดือดร้อนอย่างไร ก็ทรงไม่สนพระราชหฤทัย ถ้าทรงเห็นว่าดีแล้วก็ต้องเข้มแข็งพอที่จะทำ หากว่ามีปัญหาหรือใครว่ามา ก็ทรงต้องมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไข ไม่ใช่ว่าพอมีปัญหาก็หลีกเลี่ยงไป ต้องอดทนตั้งใจ ระมัดระวัง และรอบคอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสั่งสมความรู้พื้นฐาน โดยทรงเรียนรู้จากการคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ถวายรายงานในเรื่องต่างๆ จากนั้นทรงค่อยๆ สร้างองค์ความรู้ของพระองค์เอง หลังจากทรงทำนานๆ ก็ทรงมีประสบการณ์จนทรงประเมินราคาโครงการได้เลย

ทรงใช้ความรู้อย่างบูรณาการ… มิได้ทรงตั้งทฤษฎีไว้ก่อน

นอกจากนี้ทรงนำความรู้และวิชาการต่างๆ มาใช้ร่วมกัน หรือที่สมัยนี้เรียกว่า บูรณาการŽ ไม่ทิ้งแง่ใดแง่หนึ่ง อย่างเช่นเรื่องอย่างนี้ในแนววิศวกรรมศาสตร์ทำได้ แต่ว่าอาจจะไม่เหมาะสมในเชิงเศรษฐศาสตร์ หรือเหมาะสมดีในเชิงเศรษฐศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์แต่ไม่เหมาะสมกับความสุขหรือความเจริญก้าวหน้าของประชาชน ก็ไม่ได้

เมื่อพระองค์เสด็จฯ ไปพบประชาชนที่ทุกข์ยาก ทรงช่วยได้ก็จะช่วยทันที พระองค์ไม่ได้ตั้งทฤษฎีไว้ก่อน แล้วทรงทำตามทฤษฎีอย่างทฤษฎีใหม่ หรือทฤษฎีอื่นๆ พระองค์ทรงเห็นอะไรที่กระทบ หรือเห็นว่ามีปัญหา ก็ทรงหาทางแก้ไข และเมื่อทำไปมากๆ ก็ออกมาเป็นทฤษฎีฉันเห็นว่า พระองค์ไม่ได้ตั้งทฤษฎีโดยที่คิดตามปรัชญาและทฤษฎีมาก่อน แล้วหาตัวอย่างเข้าไปปฏิบัติตาม แต่มีความรู้สึกว่าพระองค์ทรงมีตัวอย่างมากมายจากการเสด็จฯ ไปยังที่ต่างๆ เพื่อทอดพระเนตรสภาพปัญหาที่แท้จริง

ทรงพัฒนาเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนž

เป้าหมายในการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ การพัฒนาที่ยั่งยืนŽ เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ให้คนมีความสุข โดยต้องคำนึงเรื่องสภาพภูมิศาสตร์ ความเชื่อทางศาสนา เชื้อชาติ และ ภูมิหลังทางเศรษฐกิจ สังคม แม้ว่าวิธีการพัฒนามีหลากหลาย แต่ที่สำคัญคือนักพัฒนาจะต้องมีความรัก ความห่วงใย ความรับผิดชอบ และการเคารพในเพื่อนมนุษย์ จะเห็นได้ว่าการพัฒนาเกี่ยวข้องกับมนุษยชาติ และเป็นเรื่องของจิตใจ

การทำงานพัฒนาไม่ได้เป็นเรื่องการเสียสละเพียงอย่างเดียว เป็นการทำเพื่อตนเองด้วย เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องอยู่ด้วยกัน ถ้าเราอยู่อย่างสุขสบาย ในขณะที่คนอื่นทุกข์ยาก เราย่อมอยู่ไม่ได้นักพัฒนาควรมีจิตสาธารณะ รักที่จะช่วยเหลือให้ ผู้อื่นมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนอยู่เสมอว่า งานพัฒนานั้นต้องเป็นที่ต้องการของบุคคล
เป้าหมาย และผู้ร่วมงานต้องพอใจ งานพัฒนาเป็นงานยากและกินเวลานาน ผู้ที่ทำงานพัฒนาหรือที่เรียกว่า ”นักพัฒนา”Ž จึงต้องเป็นผู้ที่อดทน เชื่อมั่นในคุณความดี มีใจเมตตากรุณา อยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์และอยากให้ผู้อื่นมีความสุข ต้องมีความรู้กว้างขวาง เพราะงานพัฒนาเกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆ มาก ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ดี เข้าใจ และยอมรับนับถือผู้อื่นเพราะเป็นงานที่ไม่มีทางทำสำเร็จได้โดยลำพัง

นอกจากนี้ นักพัฒนาต้องเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ถ้าคอร์รัปชั่นหรือโกงเสียเองแล้วก็จะเป็นที่เกลียดชัง ผู้อื่นไม่ไว้ใจ หรือไม่เป็นตัวอย่างที่ดี เมื่อพัฒนาสำเร็จ มีความเจริญรุ่งเรืองก็จะเกิดความสุขถ้วนทั่วทั้งบุคคลเป้าหมายและนักพัฒนาเอง

ด้วยวิธีเช่นนี้ และด้วยความตั้งใจจะทำประโยชน์ให้แก่คนอื่นตัวเองจะลำบากเดือดร้อนไม่สนใจ หรือหากเห็นว่าดีแล้ว ก็ต้องมีความตั้งใจ เข้มแข็ง และอดทนพอที่จะทำต่อไปโดยไม่ย่อท้อ

‘ระเบิดจากข้างในž’ พัฒนาให้ชาวบ้านเข้มแข็งก่อน

การพัฒนาราษฎรในพื้นที่จะทรงมีวิธีของพระองค์ คือการเสด็จฯ ไปในป่า บนเขา ตอนแรกจะเสด็จฯ ไปแบบยังไม่ได้มีการตัดถนนเข้าไป พระองค์ต้องเสด็จฯ เข้าไปอย่างลำบาก เพราะว่าพระองค์ไม่ต้องการจะให้คนอื่นมาเอาเปรียบคนข้างใน ในขณะที่เขายังไม่เข้มแข็งพอ พอพัฒนาให้เขาเข้มแข็งแล้ว เขาจะออกมาเอง คือ ระเบิดจากข้างในŽ

แต่เดี๋ยวนี้เวลาเขาทำการพัฒนา เขาจะต้องการถนนก่อน และคิดว่าจะได้ผลในที่สุด ซึ่งไม่ใช่เฉพาะที่เมืองไทย ที่เมืองจีนก็เช่นกัน และจากเอกสารของเอดีบีหรือธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียก็ใช้ถนนเป็นตัวชี้วัดการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม สมัยนี้การพัฒนาจะเป็นอีกแบบ จะให้คงแบบเดิมไว้คงไม่ได้ เราต้องปรับปรุง เช่น มีอาจารย์มาปรึกษาฉันว่า ตอนนี้ผลผลิตในพื้นที่มีมากแล้วจะตั้งโรงงานในพื้นที่ก็เห็นจะเป็นไปไม่ได้ โรงงานที่เราตั้งอยู่เดิมนี่ดีแล้ว ฉันกำลังพยายามจัดการทำถนนดีๆ ให้ไปถึงไร่ เพื่อนำพืชผลออกมา และต่อไปก็ต้องจัดหารถ 10 ล้อ สำหรับบรรทุกพืชผล เพื่อขนส่งไปโรงงานและต้องเป็นรถ 10 ล้อที่แล่นได้ปลอดภัย ไม่ใช่จะยึดแต่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่ให้สร้างถนนเข้าไป ต้องดูตามเหตุผล พระองค์ทรงไม่ว่า หากมีเหตุผลและความจำเป็น

ทรงเป็นต้นแบบ ‘ประชาพิจารณ์’ž

ก่อนจะเสด็จฯ ไปทรงงานตามที่ต่างๆ จะทอดพระเนตรจากแผนที่ทางอากาศก่อนว่าควรจะเสด็จฯ ที่ไหน หรือจะทรงแก้ปัญหาในพื้นที่อย่างไร เช่น สามารถนำน้ำจากตรงนี้ไปเลี้ยงนาตรงโน้น ได้ประโยชน์และจะต้องมีรายจ่ายจากการก่อสร้างหรือดำเนินงานเท่าไหร่ จะได้ผลกลับคืนภายในกี่ปี และที่สำคัญต้องไปคุยกับชาวบ้านก่อนว่าเขาต้องการไหม ถ้าเขายังไม่ต้องการ ยังไม่สบายใจที่จะทำเราก็ไปทำที่อื่นก่อน นั่นคือทรงทำประชาพิจารณ์ด้วยพระองค์เองทรงทำตรงนั้นเลย

บางครั้งมีคนกราบบังคมทูลหรือถวายความเห็น บางทีก็ดี บางทีก็แย่ คือประโยชน์เข้าที่ตัวเขาคนเดียว คนอื่นไม่ได้ พระองค์ก็ทรงทำตามเขาไม่ได้ เพราะถ้าทรงทำ เขาสบายคนเดียว เพื่อนบ้านไม่สบายก็ต้องดูด้วย ทรงพิจารณาอย่างรอบคอบ

ทรงมุ่งพัฒนาทั้งคนและพื้นที่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริเรื่องต้องพัฒนาทั้งคนและพื้นที่ โดยจะทรงพยายามให้ทั้งคนและพื้นที่ได้รับการพัฒนา พระองค์ตรัสว่า ถ้าพื้นที่ดี คนที่ได้รับประโยชน์ก็คือคนเหล่านั้นที่เคยลำบาก ขณะเดียวกัน จะต้องพัฒนาคนในพื้นที่ให้ดีขึ้นด้วย หากเป็นเช่นนี้ รุ่นลูกรุ่นหลานก็จะมีการศึกษาดีและมีอาชีพที่มั่นคง

พระองค์ทรงไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาโดยให้คนยากจนออกไปจากพื้นที่ และนำคนที่พัฒนาแล้วเข้าไปอยู่ในพื้นที่แทน เพราะทรงเห็นว่า หากใช้วิธีนี้คนจนที่ลำบากจะไม่ได้รับการพัฒนา

ทรงบริหารความเสี่ยง… ทดลองจนได้ผลดีก่อนพระราชทานแก่ราษฎร

ส่วนใหญ่เมื่อเขาเห็นทรงปฏิบัติหรือทดลองแล้วได้ผล เขาก็นำไปปฏิบัติ แต่บางครั้งก็มีเสียงบ่นเหมือนกันว่า พระองค์ทรงทดลองอยู่นั่นเอง ทำไมไม่เอาจริงเสียที จริงๆ แล้วพระองค์ตรัสเสมอว่า ถ้ายังไม่ดีจริง ไม่ให้ประชาชนนำไปทำแล้วต้องรับผลแห่งความผิดพลาดหรือรับกรรม เช่น เรานำผลไม้แบบใหม่มาปลูกจะขึ้นหรือเปล่า จะดีหรือเปล่าก็ไม่รู้ เราต้องเป็นคนรับผิดชอบความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเสียก่อน แต่ถ้าไม่ลองของใหม่เลย ก็ใช้ไม่ได้เหมือนกัน พระองค์จะทรงทำโดยต้องทดลองจนแน่ใจว่าทำได้แล้วจึงให้เขาทำ เป็นการ บริหารความเสี่ยงŽ ไม่ให้เขาเสี่ยง คนที่ไม่มีแล้วยังมาเสี่ยงต้องรับเคราะห์กรรมอีก พระองค์จะไม่ทรงทำ

อย่างตอนเสด็จฯ ไปจังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 50 กว่าปีมาแล้ว พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปเรื่อยๆ ไปเจอบ้านชาวเขาหลายเผ่า ทอดพระเนตรเห็นเขาปลูกฝิ่น ซึ่งไม่ได้ทำให้เขาร่ำรวย ซ้ำยังทำให้สุขภาพเสื่อมโทรม เพราะว่าสูบเองบ้างและขายราคาถูกให้พ่อค้าคนกลาง พวกค้าฝิ่นเถื่อน สมัยก่อนนั้นประเทศอื่นๆ เขาปราบฝิ่น โดยการเข้าไปเผาไร่ฝิ่น แต่พระองค์ตรัสเสมอว่า ถ้าเรายังไม่สามารถช่วยเหลือใครให้มีความกินดีอยู่ดีขึ้น เราจะไปทำลายวิถีชีวิตเก่าเขาไม่ได้ และการที่จะช่วยเขา ต้องทดลองทำให้แน่ใจก่อนว่าดีแล้วจึงค่อยให้เขาทำ โดยพระองค์จะทรงทดลองปลูกพืชผักผลไม้ต่างๆ เมื่อได้ผลแล้วจึงนำไปให้ชาวเขาปลูกทดแทนฝิ่น คือทรงค่อยๆ ทำแล้วก็มีมิตรประเทศต่างๆ นำพืชผลมาให้ลองปลูกแทนฝิ่น จนโครงการควบคุมยาเสพติดของสหประชาชาติเขาถามว่า ที่เมืองไทยใครเป็นคนทำเรื่องนี้ สมัยนั้นยังไม่มีใครทำ มีแต่พระองค์ทรงทำอยู่เขาอาสาว่าจะมาช่วย แต่งานทั้งหมดพวกเราคนไทยทำกันเองได้ รวมทั้งงานด้านวิชาการด้วย เพราะเรามีคนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ มาช่วย ภาคกลางมีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทางเหนือมีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ขณะนั้นยังไม่มีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อภายหลังมีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เกิดขึ้น จึงมาร่วมทำงานถวายด้วย

ทรงรับฟังและหาทางแก้ปัญหาให้ประชาชน

เวลาจะเสด็จฯ ไปไหน บางครั้งคนทั้งขบวนยังไม่รู้เลยว่าจะเสด็จฯ ไปไหน เพราะพระองค์มีพระราชประสงค์ไม่ให้ประชาชนต้องลำบาก อย่างฉันตามเสด็จฯ บางทีพระองค์ทรงแกล้งพระราชทานแผนที่มาให้และตรัสว่าจะเสด็จฯ ประมาณตรงนี้จะทรงขับรถไปตามที่ฉันบอกทาง ทรงให้เป็นเนวิเกเตอร์ ฉันก็บอกเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ตรงหน้า 3 เมตร จริงๆ ไม่ถูก พระองค์ก็ทรงแกล้งขับตามที่ฉันพูดมีอยู่วันหนึ่งลงไปอยู่กลางนา ไม่มีคนเลย มีแต่พระรูปหนึ่งกำลังซ่อมหลังคาโบสถ์ พระหันมาเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ปีนลงจากโบสถ์ แล้วไปที่หอกลอง ตีกลอง ที่บอก หางเปียมาเลียใบตอง พระตีกลองตะลุ่งตุ้งแช่Ž ฉันก็ได้เห็นคราวนั้น

พระตีกลองสักพักหนึ่งประชาชนก็มาเข้าเฝ้าฯ กันมากมาย มาเฝ้าฯ แล้วก็เล่าถวายว่า ตรงนี้เป็นอย่างไร มีความเดือดร้อนอะไร พระองค์ทรงรับฟัง แล้วก็ทรงช่วยแก้ปัญหาตามที่เขากราบบังคมทูล พอเขามากราบบังคมทูล พระองค์ก็เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรทันที แล้วก็ทรงถามและคุยกันว่า ตกลงเราจะทำอย่างไรกันดีที่จะแก้ปัญหานั้นๆ เช่น ปัญหาการแบ่งน้ำที่แช่ปอ สมัยนี้เราไม่เห็นและนะปอ เขาจะแช่ปอ พอแช่ไปน้ำก็จะเน่า น้ำนั้นจะเอาไปใช้ทำเกษตรก็ไม่ได้ เอาให้วัวควายหรือสัตว์อื่นกินก็จะป่วย คนที่ทำปอกับปลูกข้าวก็ตีกัน พระองค์จึงทรงให้แยกน้ำ เพื่อทำกิจกรรมข้าวและปอ อย่างโครงการปากพนัง พระองค์ทรงแบ่งกิจกรรมเพื่อที่ว่าคนไหนจะทำกิจกรรมอะไร ตรงนี้เขาน้ำจืด ตรงนี้เขตน้ำเค็มเรียกว่า “การจัดปฏิรูปที่ดินใหม่”Ž หรือ Land Consolidation

พระองค์ทรงงาน เพื่อให้ชีวิตของคนไทยมั่นคง

หลักของพระองค์คือ อยากให้คนมีความรู้ แม้แต่สารานุกรมก็เป็นหนึ่งในงานพัฒนาการพระราชทานทุนการศึกษา การสร้างโรงเรียนก็ทรงสร้างไว้หลายโรงเรียน งานพัฒนาเพื่อความมั่นคงพระองค์ทรงเป็นผู้ริเริ่มก่อน เรื่องความมั่นคงของมนุษย์ที่สมัยนี้เรียกว่า Human Security ก็เป็นสิ่งที่เรารู้จักและเคยชินกัน ไม่ใช่ว่าพัฒนาให้ประเทศไทยมีความมั่นคงอย่างเดียว แต่เป็นการทรงงานเพื่อให้ชีวิตของคนไทยมั่นคง มีสุขภาพดี มีความรู้ มีการศึกษาที่สามารถจะทำอะไรได้ และจะได้ฝึกหัดนักพัฒนารุ่นต่อๆ ไป ให้มีจิตใจอยากจะทำสิ่งดีๆ ให้แก่ประเทศชาติ และให้มีความรู้ที่จะทำได้ มีสปิริต มีจิตอาสาที่จะพัฒนาให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ

เรื่องของการสอนคนอื่นให้ทำ พระองค์ทรงถือว่าสำคัญ ในส่วนของฉันทำหน้าที่เหมือนกับจับเกร็ดเล็กผสมน้อย โครงการที่มีอยู่เป็นจำนวนมากก็แบ่งกันไปดูแลรับผิดชอบเป็นภาคๆ ไป เมื่อมีคนขอความช่วยเหลือให้ทำอะไรในพื้นที่นั้นๆ ก็ต้องไปศึกษาก่อน เพราะบางครั้งจะมีคนที่ไม่ต้องการหรือคิดคนละอย่าง

ทรงเน้นให้การศึกษา แก่เด็กด้อยโอกาส

ในการพัฒนานั้น การศึกษาเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะค้ำจุนให้ประเทศพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ต้องมีการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกระดับ ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงระดับอุดมศึกษา จะต้องฝึกนักเรียนให้มีทักษะทั้งในการปฏิบัติ และมีพลังความคิด ให้มีระบบแบบวิทยาศาสตร์ และต้องมีจินตนาการซึ่งจะนำให้เกิดความสร้างสรรค์และนวัตกรรม เพื่อให้การศึกษาประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

เมื่อก่อนทำโครงการต่างๆ กับพระองค์ ตอนหลังก็มีทำเอง ฉันพอจะทำอะไรได้ก็จะทำ แต่รูปแบบหรือสไตล์ก็จะต่างออกไป อย่างตอนแรกๆ พอพระองค์เสด็จฯไปไหนเห็นคนเขาอดข้าวอดปลา พระองค์ทรงให้ตั้ง มูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลนŽ สมัยโน้นก็หลายสิบปีมาแล้วเมื่อก่อน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ทำ ตอนหลัง คุณหญิงอัมพร มีศุข ซึ่งท่านก็อายุประมาณ 90 กว่าปีแล้ว ก็ยังทำอยู่ และก็กำลังจะฉลอง 50 ปีของมูลนิธิ

ในระยะเริ่มต้น ทรงให้มูลนิธิจัดทำโครงการอาหารให้เด็กนักเรียน รวมทั้งทรงสอนให้นักเรียนปลูกผัก ปลูกไม้ผล เพื่อให้เด็กนักเรียนมีความรู้ในการทำการเกษตร สามารถลงมือทำกันเองได้ ซึ่งนอกจากจะได้มูลค่าเพิ่มทางด้านสิ่งของแล้ว ยังเป็นการรวมคนด้วย พอรู้ว่าเราอยากได้อะไร อยากได้จอบได้เสียม ชาวบ้านหรือคนขายจอบ ขายเสียม ขายอุปกรณ์ต่างๆ ก็มาช่วย เห็นเราทำเก้ๆ กังๆ ทำไม่ค่อยถูกเท่าไหร่ ผู้ใหญ่ที่มีความรู้ก็มาร่วมช่วย ตอนหลังใครๆ ก็เข้ามาช่วย หลายๆ คนก็ได้รับประโยชน์

บางแห่งต้องนั่งมอเตอร์ไซค์ไปเป็นชั่วโมง ไปถึงที่นั่นไม่มีไฟฟ้า ก็ไปช่วย ถ้าทำไฟฟ้าพลังน้ำไม่ได้ก็ใช้พลังแสงอาทิตย์ การช่วยเหลือทุกอย่างสืบเนื่องมาจากพระองค์ ตอนนั้นพระองค์เสด็จฯไปที่ไหนก็จะทรงสร้างโรงเรียน ในชนบทและชุมชนที่อยู่ในที่ห่างไกล ต้องเริ่มการพัฒนาตั้งแต่ต้น เราต้องสร้างโรงเรียนหรือศูนย์การเรียนชุมชนในหมู่บ้าน อย่างโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ตำรวจเขาคิดแล้วมาขอพระราชทานให้ช่วยทำ พระองค์เสด็จฯไปที่ไหนเห็นว่ายังไม่มีโรงเรียนก็ทรงสร้าง อย่างเช่นโรงเรียนร่มเกล้า และอีกมากมาย ของโครงการหลวงก็มีโรงเรียนสำหรับเด็กยากจนในกรุงเทพฯก็มี ตอนนั้นฉันยังเล็กจำไม่ค่อยแม่น จำได้ว่าพวกนิสิตจุฬาฯช่วยทำ แต่ก่อนเขาเรียกว่ากองขยะถนนดินแดง ทรงทำเรื่อยมาจนนำไปสู่การสร้างแฟลต

ทรงศึกษาสภาพแวดล้อม ระหว่างเสด็จฯ

เวลาพระองค์เสด็จฯไปไหนระหว่างเสด็จฯจะทรงศึกษาไปด้วย เช่น เวลาทรงเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ทอดพระเนตรไปตลอดว่าที่ตรงนี้เป็นอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร จะปรับปรุงหรือจะนำสิ่งที่ดีที่มีอยู่มาเสริมให้ได้ดีที่สุดอย่างไร ฉันก็ยังได้นำไปสอนนักเรียนด้วย

นอกจากนี้พระองค์ทรงสอนอีกว่า ขณะนั่งรถก็สามารถเรียนรู้ได้มาก จากการที่รถวิ่งขึ้นภูเขาหรือวิ่งอยู่บนพื้นราบ พืชพันธุ์ธรรมชาติจะเปลี่ยนไปตามสภาพพื้นดิน สภาพหิน และสภาพอะไรก็เปลี่ยนไป เป็นพื้นที่พืชเศรษฐกิจอะไร หรือความเป็นอยู่ของราษฎรในที่ต่างๆ ว่าเป็นอย่างไร สามารถเรียนรู้จากธรรมชาติได้ทั้งนั้น ทอดพระเนตรเสร็จก็ทรงนำมาคิดวิเคราะห์เป็นโครงการ ไม่ใช่ว่าพระองค์คิดไว้ก่อนหรอก

ทรงทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีความสุข

ที่แก่งกระจานมีชาวกะหร่างอาศัยอยู่มาก พระองค์เสด็จฯเข้าไปเพื่อทรงดูแลชาวบ้านกลุ่มนี้ว่า ควรจะเพาะปลูกอะไร ทำอย่างไรจะมีอยู่มีกิน และสามารถที่จะนำของไปขายหรือประกอบอาชีพอื่นๆ จึงทรงให้ความรู้ รวมถึงส่งเด็กๆ แถวนั้นเรียนหนังสือส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ ที่จะช่วยให้เขามีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น เจ็บไข้ได้ป่วยก็ทรงรักษา โดยทำแบบครบวงจรในทุกๆ อย่าง พระองค์ทรงพัฒนาอย่างครบวงจรอะไรที่จะเสริมให้ดีขึ้นได้ทรงทำทุกอย่าง

งานบางอย่างอาจจะคิดว่าไม่เกี่ยวกับการพัฒนา อย่างเช่นการแก้ไขหรือป้องกันโรค ทูลกระหม่อมปู่ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) ทรงส่งเสริมการป้องกันวัณโรค สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนับสนุนการป้องกันอหิวาตกโรคและโรคต่างๆ รวมถึงป้องกันและรักษาโปลิโอ โดยให้ทำกายภาพบำบัด เรื่องวิชาความรู้พระองค์ก็ทรงทำ หลักของพระองค์คือทรงทำทุกอย่างที่จะช่วยเหลือประชาชนให้มีความสุข

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาž แหล่งศึกษาทดลองเพื่อการเรียนรู้

การทรงงานพัฒนาพื้นที่ในภูมิภาคต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเลือกพื้นที่แห่งหนึ่งเพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่แบบเดียวกันได้ลองนำไปทำ เพื่อเป็นแหล่งศึกษาทดลอง และเรียนรู้ เรียกว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาŽ โดยแต่ละแห่งจะมีเงื่อนไขและสภาพพื้นที่แตกต่างกัน นับเป็นการศึกษารูปแบบหนึ่ง คือเป็นการศึกษาของคนที่อยู่ต่างหน่วยงานราชการ ต่างความรู้ ต่างความคิด มาทำงานร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน จะนำความรู้ของตนเองมาทำอย่างไร ให้พื้นที่ตรงนี้เจริญสามารถใช้ได้ แล้วคนรอบข้างมีความสุขอย่างเช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จังหวัดนราธิวาส จะแก้ปัญหาในท้องถิ่นเรื่องดินเปรี้ยว จะทำอย่างไรจึงจะแก้ไขปัญหานี้ได้ ไม่ใช่ว่ากรมชลประทานอยู่ส่วนชลประทาน กรมพัฒนาที่ดินอยู่ส่วนพัฒนาที่ดิน กรมป่าไม้อยู่ส่วนไม้ กรมปศุสัตว์อยู่ส่วนของปศุสัตว์ แต่จะมารวมกัน ทุกหน่วย ทุกคนนำความรู้และเทคนิคของตัวเองมาลงในโครงการเดียวกัน เป็นการศึกษาร่วมกันในรูปแบบใหม่ เสร็จแล้วราษฎรก็มาดู นักพัฒนาก็มาศึกษา เพื่อนำความรู้ตรงนี้ไปปรับใช้ในที่ของตัวเอง หมู่บ้านบริวาร เขาก็จะนำไปทำ เมื่อทำได้ผล สามารถล้างหนี้สินได้ คนคนนั้นก็จะเป็นวิทยากรสอนคนอื่น มีน้ำใจที่จะให้ความรู้ในการช่วยคนอื่นต่อไป บางคนเมื่อเขาปลูกได้แล้วเหลือกิน ใครมาขอเขาก็ให้

ตอนนี้เราก็คิดที่จะทำเพิ่มเติมให้ทุกศูนย์ฯมี เช่น โรงสี และจะให้ทุกศูนย์ฯมีการขยายผลให้กว้างขวางออกไปยิ่งขึ้น นอกเหนือจากคนที่อยู่ในหมู่บ้านบริวาร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ให้ชาวบ้านมาเรียนรู้ และนำความรู้ไปใช้ได้จริงๆ รวมทั้งทรงให้มีการขยายผลออกไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ทำแต่เฉพาะของเรา หรือหน่วยงานและวิทยากรเท่านั้น คนที่เข้ามาช่วยเหลือมีทั้งผู้นำท้องถิ่น ผู้นำตามธรรมชาติ ปราชญ์ชาวบ้าน และบางครั้งก็จะมีพวกเด็กๆ มีน้ำใจที่จะมาช่วยกันทำถ่ายทอดและขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ต่อไป ซึ่งตอนนี้ฉันก็รับเรื่องนี้มาทำ

หัวหิน… จุดเริ่มแห่งแนวพระราชดำริ

สมัยเด็กๆ จำความได้พระองค์ก็เสด็จฯ เยี่ยมเยียนชาวบ้านแล้ว พี่เลี้ยงเล่าว่าไปหัวหินครั้งแรกตอนนั้นฉันอายุ 2 เดือน จากที่ประทับพระราชวังไกลกังวล พระองค์เสด็จฯไปเยี่ยมราษฎรแถวนั้น เนื่องจากชาวบ้านแถบนั้นขาดแคลนน้ำ และน้ำเค็มทำอะไรไม่ค่อยได้ พระองค์จึงทรงปรับปรุงเรื่องแหล่งน้ำให้โดยทรงมีพระราชดำริให้สร้างอ่างเก็บน้ำเขาเต่า เกิดเป็นโครงการตามพระราชดำริขึ้น

จุดเริ่มแนวพระราชดำริน่าจะเป็นแถวหัวหิน เพราะแถวนั้นเป็นที่ที่ขาดแคลนน้ำ จำได้ว่าพี่เลี้ยงหรือว่าข้าหลวง หรือคนที่ทำงานในวังที่วันไหนออกเวร ก็รับสนองพระราชดำริไปเป็นอาสาสมัครออกไปตามหมู่บ้านต่างๆ ไปช่วยสร้างถังน้ำ ไปทำถวายอย่างไม่เป็นทางการและบริจาคเงินสร้างถังน้ำตามที่ต่างๆ

ฉันเองยังได้ใช้เป็นแบบเรียนคณิตศาสตร์ตอนเด็กพอหยุดเทอม 3 เดือน ทำเลขอยู่ 2 ข้อ ข้อหนึ่ง คือ ถังน้ำ 1 ใบ เดี๋ยวน้ำรั่ว เดี๋ยวเติมน้ำเข้าไป เดี๋ยวฝนตก น้ำซึม น้ำรั่วเท่าไหร่ กว่าจะคำนวณถังนี้ได้ก็หมด 3 เดือน กับอีกข้อหนึ่ง โจทย์มีอยู่ว่า คนคนหนึ่งมีค่าใช้จ่ายเดือนละเท่าไหร่ต้องทำโครงการไปสืบราคากะปิ น้ำปลา เสื้อผ้าที่จะต้องใช้ มีลูกเท่าไหร่ ก็ทำบัญชีตัวเลข และพยายามบริหารชีวิตของคนคนนี้

สมัยนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์จึงยังไม่มีเกมคอมพิวเตอร์ก็เล่นเกมนี้ไปตลอด 3 เดือน เหมือนบันทึกบัญชีรายรับรายจ่าย ซึ่งทรงมีพระราชดำรัสว่าทุกคนควรทำบัญชีครัวเรือนได้

นอกจากนี้ ทรงให้จัดตั้ง หมู่บ้านสหกรณ์การเกษตรŽ โดยทรงนำวิธีการสหกรณ์มาใช้ในการจัดตั้งหมู่บ้านหุบกะพง เพื่อแก้ปัญหาสินค้าเกษตรมีราคาต่ำและไม่แน่นอน ซึ่งได้ผลดีและยกระดับเป็นหมู่บ้านสหกรณ์ตัวอย่างชื่อ ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพงŽ ซึ่งเป็นโครงการเริ่มแรกเกี่ยวกับการจัดตั้งสหกรณ์ และทรงส่งเสริมหัตถกรรม โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเริ่มงานส่งเสริมอาชีพตั้งแต่ตอนนั้น

ทรงให้ปลูกต้นไม้เพื่อรักษาดิน

นานมาแล้ว ขณะประทับอยู่ที่วังไกลกังวล ฉันอยู่ด้วย มีชาวบ้านจำไม่ได้ว่าเป็นชาวกะเหรี่ยงหรือกะหร่าง เขามาเข้าเฝ้าและกราบบังคมทูลว่า เขาอยากจะกราบบังคมทูลลาไปอยู่พม่า เนื่องจากทางราชการมาถางป่า ตัดต้นไม้ คือสมัยก่อนเวลาจะสร้างนิคม ตั้งเขตเกษตร ก็จะทำในสิ่งที่พระองค์เรียกว่า ปอกเปลือกŽ ซึ่งคนกะเหรี่ยงหรือกะหร่างนี่ เขาหวงธรรมชาติ จึงไม่สบายใจ และกราบบังคมทูลลาไปอยู่พม่า ภายหลังพระองค์จึงมีพระราชดำรัสแก่ทุกคนว่า เราต้องไม่ปอกเปลือกเปลือยดินŽ ให้ห่มดินแล้วดินจะดี การห่มดินก็คือการปลูกต้นไม้นั่นเอง

‘หญ้าแฝก’ žช่วยพัฒนาดิน และผลิตเป็นสินค้าหัตถกรรม

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแนะนำให้ใช้ หญ้าแฝกŽ ในการพัฒนาดิน เพราะรากของหญ้าแฝกขึ้นหนา งอกตรง ไม่แผ่ไปไกล สามารถยึดและป้องกันดินพังทลาย รักษาน้ำและความชื้นได้เหมือนมีเขื่อนอยู่ใต้ดิน สามารถทำให้ดินที่แข็ง เช่น ดินลูกรังร่วนซุยได้ หญ้าแฝกมีหลายพันธุ์ที่ใช้ได้ตามความเหมาะสม ใบของหญ้าแฝกยังสามารถนำมาผลิตเป็นสินค้าหัตถกรรมได้อีกด้วย เป็นแรงจูงใจทำให้เกษตรกรสนใจปลูกหญ้าแฝกกัน

ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ช่วยผู้ถวายฎีกา

งานพัฒนาคงเริ่มตั้งแต่ในวัง ใครไปเจออะไรเขาก็มากราบบังคมทูล หรือว่าพระองค์ทรงไปทอดพระเนตรเอง แล้วก็หลายๆ เรื่องที่อยู่ในพระราชกรณียกิจของพระองค์ เช่น เรื่องคดีความทางกฎหมาย ประชาชนไทยทุกคนที่คดีถึงที่สุดที่ศาลฎีกา ก็มีสิทธิถวายฎีกา พระองค์ก็จะทรงให้คนไปดู โดยสืบตั้งแต่ศาลชั้นต้น จากสำนวนคำให้การต่างๆ จะทำให้มองเห็นเลยว่า บางคดีเกิดขึ้นเนื่องจากความยากจนความทุกข์ และความเดือดร้อน นอกจากจะตัดสินไปตามคดีความ ก็ยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณช่วยเหลือให้เขาดีขึ้น ซึ่งพระองค์ทรงทำมาตลอด

‘อ่างเก็บน้ำใต้ดิน’ž ป้องกันน้ำท่วมและน้ำระเหย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเล็งเห็นว่าน้ำเป็นส่วนสำคัญที่สุดของชีวิต และเป็นปัจจัยในการผลิตที่สำคัญ ถ้าแก้ปัญหาเรื่องน้ำได้ก็จะสามารถแก้ปัญหาอื่นๆ ต่อไปได้

ภาพที่คุ้นตาชาวไทยคือภาพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปที่ต่างๆ มีแผนที่ที่ทรงต่อเองเพื่อวางแผนสร้างเขื่อน ฝาย ฯลฯ การวางแผนต้องอาศัยข้อมูลหลายอย่าง เช่น ที่ตั้งของโครงการ ความสูงของพื้นที่ ทิศทางน้ำไหล ปริมาณน้ำ ลักษณะทางธรณีวิทยา ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้สามารถบันทึกไว้ในแผนที่ได้ การสำรวจพื้นที่การออกแบบ และก่อสร้าง ต้องใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีหลายอย่าง

โครงการชลประทานในพระราชดำริที่มีลักษณะพิเศษ คือ ”อ่างเก็บน้ำใต้ดินŽ” ซึ่งอยู่ในถ้ำที่บ้านห้วยลึก อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ บริเวณนี้เป็นภูมิประเทศแบบคาร์สต์ หรือเป็นเขตหินปูนจะมีถ้ำเป็นจำนวนมาก พระราชดำริที่จะเก็บน้ำไว้ในถ้ำ ซึ่งมีข้อดีคือ น้ำที่เก็บไว้ ไม่ไปท่วมที่ดินของเกษตรกร และน้ำจะไม่ระเหยไปมากเหมือนอยู่กลางแจ้ง ข้อที่ลำบากมากคือการสำรวจพื้นของถ้ำว่ามีลักษณะอย่างไร เพื่อที่จะเสริมไม่ให้รั่วได้ การสำรวจต้องใช้หลายวิธีสอบเทียบกัน เช่น การวัดความต้านทานไฟฟ้า การใช้คลื่น

ตอนไปสำรวจ ก็หลงถ้ำ จนเกือบขาดออกซิเจนกัน พอเข้าไปสำรวจแล้ว จึงได้รู้ว่าในถ้ำมักจะเป็นหินปูน หินปูนพอโดนน้ำ กรดในน้ำก็จะละลายออกมา หินปูนก็จะเป็นรูพรุน จะเก็บน้ำไม่ได้ ถ้ำจะให้เก็บน้ำอยู่ก็ต้องเอาปูนมายาตรงนั้น

เขื่อนในถ้ำนี้ ต่างประเทศเขาก็ทำกัน แต่ของเขาใหญ่มาก ของเราทำโครงการเล็กๆ ก่อนสำหรับข้อเสียคือ ราคาค่อนข้างแพง และถ้ำซึ่งเคยใช้ประโยชน์ในการเป็นแหล่งทางธรรมชาติ อาจจะเข้าไปไม่ได้ ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ส่วนใหญ่ก็จะได้ประโยชน์ในด้านการป้องกันน้ำท่วม มีพระราชดำริทำ แก้มลิงŽ เพื่อเก็บน้ำเมื่อมีน้ำมากไว้ใช้ในฤดูแล้ง

ทรงคิดค้นกังหันน้ำชัยพัฒนา และฝนเทียม

ในการพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องน้ำนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงคิดค้น กังหันน้ำชัยพัฒนาŽ มีทั้งหมด 7 โมเดล เป็นเครื่องช่วยเติมออกซิเจนในน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำเน่า โดยทรงจดสิทธิบัตรเมื่อปี 2545 นับเป็นเครื่องเติมอากาศเครื่องที่ 9 ในโลกที่จดสิทธิบัตร กังหันน้ำชัยพัฒนาได้รับรางวัลระดับนานาชาติหลายรางวัล และได้นำไปใช้ไกลที่สุดในสวนสาธารณะกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

พระองค์ยังทรงห่วงใยเกษตรกรที่ต้องพบปัญหาไม่มีน้ำใช้ในการบริโภคและทำการเกษตรในฤดูแล้ง จึงทรงคิดค้น ฝนเทียมŽ ขึ้นเมื่อกว่า 50 ปีมาแล้ว เป็นที่รู้จักกันในนาม ฝนหลวงŽ เป็นเทคโนโลยีที่ต้องใช้ความรู้ทางฟิสิกส์และเคมี จะได้ผลในบริเวณที่ยังมีความชื้นอยู่บ้าง ใช้เครื่องบินพ่นสารเคมีที่ไม่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมในความสูงและพิกัดที่เหมาะสม เพื่อรวมความชื้นให้ตกลงมาเป็นฝนแต่ละสภาพสิ่งแวดล้อม (สภาพทางอุตุนิยม เช่น ทิศทางลม ความเร็วลม สภาพพื้นที่) ใช้สารเคมีไม่เหมือนกันงานที่ได้ผลคือ การทำฝนเทียมลงในอ่างเก็บน้ำ ช่วยให้ได้น้ำเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ การดับไฟป่าในพรุใช้วิธีทำฝนเทียมลงในคลองที่ไหลลงในพรุ ได้ผลดีกว่าการใช้เฮลิคอปเตอร์ตักน้ำเทลงไปอย่างที่เคยใช้

ทรงช่วยบรรเทา ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ

เมื่อเร็วๆ นี้ มีเพื่อนนักเรียนมาบอกว่าไม่เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงช่วยอะไรคนกรุงเทพฯเลย คือจริงๆ แล้วพระองค์ทรงช่วย อย่างเรื่องน้ำท่วมตั้งแต่ทำเขื่อนป่าสัก น้ำก็ไม่ท่วมหนักอย่างเก่า ที่เราต้องปีนออกทางหน้าต่าง หรือปีนต้นไม้ไปทำงานแล้วใช้ไดร์โว่ก็ไม่มีแล้ว ตอนนั้นหลานกำลังจะเกิดแล้วฉันเป็นคนแต่งห้องให้เขาใหม่ สั่งทำม่าน ต้องเอาม่านใส่เรือพายมาที่สวนจิตรฯ สมัยนั้นท่วมขนาดนี้

ตอนน้ำท่วมกรุงเทพฯ พระองค์ก็เสด็จฯไปทอดพระเนตรเอง รถพระที่นั่งไปเสียกลางทาง พระองค์ทรงขับไปถึงซอยอ่อนนุช เพื่อทอดพระเนตรน้ำ แต่กรุงเทพฯนี่ดูลำบากเพราะมีลักษณะภูมิประเทศแบน

พระองค์จะเสด็จฯทอดพระเนตรทั้งสถานที่จริง และใช้แผนที่ประกอบ แผนที่หมายถึงสิ่งที่มีอยู่แล้วจะเป็นหนังสือเป็นแผนภาพ ชาร์ต หรือเป็นอะไรที่มีการบันทึกไว้ ทอดพระเนตรว่าเขาเขียนไว้ถูกหรือผิดอย่างไรแล้วทรงปรับปรุงหรือแก้ไขเพิ่มเติมอันนี้นับเป็นข้อมูลอย่างหนึ่งเรียกว่าข้อมูลจากเอกสาร คือ Literature Review ทรงดูจากเอกสารที่มีอยู่และทรงสำรวจเอง เมื่อทรงสำรวจเสร็จ ก็มาทรงมีพระราชดำริว่าควรจะทำอย่างไร

ทรงลำบากตรากตรำ เพื่อประชาชนผู้ยากไร้

เวลาเสด็จฯไปที่ไหน พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินนำไปก่อน เราก็วิ่ง คนในขบวนก็วิ่งกันกระเจิง ตามเสด็จฯ ไม่ค่อยทัน พระองค์ทรงพระราชดำเนินเก่ง อาจจะเป็นเพราะทรงเติบโตในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพราะว่าชาวสวิสเขาชอบเดินเขาเดินป่า เวลาเสด็จพระราชดำเนินก็จะทรงนำสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และบางครั้งก็ต้องทรงช่วยให้เสด็จฯ ขึ้นเขา แล้วก็ทรงร้องเพลงลูกทุ่งอยู่บนเขา ตายแน่คราวนี้ต้องตายแน่ๆ…Ž

เวลาตามเสด็จฯ จึงลำบาก จะวิ่งหนีเข้าร่มหรือแอบไปกินอะไรอย่างนี้ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าพระองค์ทรงห้ามไม่ให้เรากิน ไม่ให้เราหลบแดด พระองค์ก็ทรงไม่หลบแดดไม่ได้เสวยด้วยเหมือนกัน บางครั้งพระองค์เองทรงประสงค์ให้คนที่ตามเสด็จฯ ได้รับประทานด้วยซ้ำ เมื่อรับประทานเสร็จแล้ว จะได้พร้อมที่จะทำงาน แต่ส่วนใหญ่เจ้าภาพจะบอกว่า พวกนี้ไม่สุภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังไม่เสวยแล้วทำไมถึงกินก่อน เป็นบาปกรรม คนเขาก็คิดอย่างนั้น พระองค์เองทรงลำบากกว่าคนอื่นเสียด้วยซ้ำ ตากแดดก็ตากด้วยกัน เพราะฉะนั้น ฉันนี่มีวิตามินดีเยอะมากเลยกระดูกแข็งแรง

เวลาตามเสด็จฯ นั้นหากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นเขา เราก็ต้องปีนเขาด้วย พระองค์ทรงรับสั่งว่า การทำงานพัฒนา ร่างกายเราต้องแข็งแรง ดังนั้นจึงต้องพัฒนาสุขภาพให้แข็งแรง ฉันเคยฝึกให้แบกของเดินขึ้นเขา เพราะถ้าเกษตรกรพื้นที่สูงอยากให้เราเดินขึ้นไปดูไร่ของเขาบนภูเขา ก็ควรพยายามไป เขาชี้ให้ไปดูอะไรก็ต้องไป ถึงแม้บนยอดเขาจะมีกาแฟเพียงต้นเดียวก็ต้องขึ้นไป บางครั้งปีนเขาตั้งหลายลูก เราก็ต้องไปเพื่อเป็นกำลังใจให้เกษตรกร และผูกมิตรด้วย ไม่ว่าจะเป็นใครอยู่ที่ไหน พระองค์เสด็จฯไปทุกที่

ที่เห็นพระบรมฉายาลักษณ์ในหนังสือ ที่พระองค์ทรงขับรถพระที่นั่งลงไปอยู่กลางน้ำ แถวจังหวัดนราธิวาส พอเปิดประตูออกไปเป็นพงหนามพอดี นอกจากลงน้ำแล้วยังมีพงหนามอยู่ในน้ำด้วย และพอเวลาเสด็จฯ ไปถึงที่ไหนก็จะทรงมีพระราชปฏิสันถารกับทุกคน จนมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่าถ้าขืนทรงทักคนทุกจุดอย่างนี้กว่าจะถึงวังก็ Good Morning และไปทีไรก็ Good Morning ทุกที

นอกจากนี้ ตอนเรียนหนังสือ ไม่ได้เข้าห้องเรียนเท่าคนอื่น เพราะต้องตามเสด็จฯ อยู่บ่อยๆ เพื่อนก็ดีมากจะอัดเทปไว้ให้ และได้นำประสบการณ์จากการตามเสด็จฯ และแนวพระราชดำริมาตอบ อีกทั้งยังได้ความรู้จากชาวบ้านและผู้เชี่ยวชาญที่ตามเสด็จฯ ที่ฉันไปผูกมิตรไว้ ก็เอาตัวรอดมาได้

ทรงเสมือนญาติผู้ใหญ่ ที่ช่วยปัดเป่าความทุกข์

ที่พวกเขาเคารพพระองค์ไม่ใช่ว่าเพราะทรงเป็นพระเจ้าอยู่หัว แต่เป็นเพราะพระองค์ทรงเป็นเหมือนญาติพี่น้อง เป็นญาติผู้ใหญ่ที่ทรงช่วยปัดเป่าความทุกข์ให้แก่เขาเวลาที่เดือดร้อน มีอะไรเขาก็มาเล่าให้ฟังหมดเหมือนญาติไปเยี่ยมบ้านกัน ไปถึงเขาก็หาอะไรที่มีอยู่ในบ้านมาต้อนรับ เช่น กล้วย และผลไม้อื่นๆ พระสหายก็ทรงมีทุกภาค ไปถึงเขาเดือดร้อนก็บอกเล่าให้พระองค์ฟังหมดทุกเรื่อง

สำนักงานกปร.เริ่มที่สภาพัฒน์

จะว่าไปแล้ว งานพัฒนานี้เดิมทีก็สภาพัฒน์นี่แหละที่ทำ เป็นหน่วยพิจารณาว่างบประมาณควรจะได้เท่าไหร่ ในการทำโครงการช่วงแรกๆ มีปัญหาเรื่องงบประมาณไม่ทันการณ์กับการพัฒนา เช่น การกักเก็บน้ำที่จะมีตามฤดูกาลไว้ใช้ ไม่เช่นนั้นน้ำก็จะไหลลงทะเลเสียเปล่า ตอนนั้นทางราชการก็มีแนวคิดจะทำถวาย โดยกันเงินงบประมาณส่วนหนึ่งมาตั้งเป็นสำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือสำนักงาน กปร.ขณะนั้นได้ฝากงานนี้ไว้ที่สภาพัฒน์

หลักการในขณะนั้นก็คือ เมื่อพระองค์มีพระราชดำริอะไร ก็ทดลองทำก่อน ถ้าทำแล้วดีก็จะเขียนเป็นโครงการไปขอใช้งบปกติ เวลานี้ก็ยังทำอยู่ แต่กว่าจะเข้าระบบขอใช้งบประมาณปกติก็อาจจะล่าช้า ต้องเป็นไปตามระบบขั้นตอน

ทรงตั้งมูลนิธิชัยพัฒนาž เพื่อช่วยเหลืออย่างครบวงจร

พระองค์ทรงเห็นว่าบางอย่างเป็นงานที่เร่งด่วน หากรองบประมาณอาจจะไม่ทันการณ์ จะทำให้การพัฒนาไม่ครบวงจร และไม่ครอบคลุมการช่วยเหลือ พระองค์จึงทรงให้ทำในรูปแบบของเอกชนโดยตั้งเป็น มูลนิธิชัยพัฒนาŽ ขึ้นมา เดิมยังแยกงานออกจากสำนักงาน กปร.ไม่ค่อยออก ตอนนี้ก็แยกออกมาได้แล้ว โดยทำในลักษณะขององค์กรเอกชน หรือ NGOs โดยระดมทุนจากการบริจาค

นอกจากนี้ ยังมีการลงทุน แต่การลงทุนของเราทำอย่างประหยัดและรอบคอบ เพราะฉันดูแลเองอย่างใกล้ชิดทุกบาททุกสตางค์ โดยมีที่ปรึกษาการลงทุน ก็พยายามดูว่าเรื่องไหนที่สมควรลงทุน เพราะจะรอจากการบริจาคอย่างเดียวไม่พอ ระยะหลังจึงมีกิจกรรมและการลงทุนหลายอย่าง เช่น ออกงานขายของมีร้านกาแฟ ร้านขายเสื้อ และขายของอื่นๆ อีกหลายอย่าง

ต้องพัฒนา แบบกึ่งการกุศลกึ่งเมตตาจิต

บางครั้งแม้ว่าจะเห็นด้วยกับนักบริหารยุคใหม่ แต่ก็ต้องดึงๆ ไว้เหมือนกัน เพราะบางอย่างต้องพัฒนากึ่งการกุศล กึ่งเมตตาจิตด้วย บางทีจะมุ่งเน้นพัฒนาชนิดที่ว่า พอลงทุนแล้วจะต้องได้ผลที่ก้าวหน้าออกมาอย่างเดียวไม่ได้ แต่ว่าต้องมีเมตตาจิต คือช่วยเหลือ เขาน่าสงสาร ซึ่งเดิมมูลนิธิชัยพัฒนาเคร่งครัดเรื่องนี้มาก ทำแต่งานพัฒนา ตอนหลังๆ ไม่ไหว ต้องเมตตาจิตด้วย

พระองค์ตรัสว่า ต้องระวังในการทำธุรกิจแม้ว่าจะทำเพื่อหารายได้มาช่วยเหลือประชาชนแต่ก็ต้องทำธุรกิจแบบมีเมตตา ต้องรักเขา รักที่จะทำรักคนที่เราอยากจะช่วยเราก็จะคิดออก แล้วเราก็จะทำได้ จะยอมสละได้ทุกอย่าง

ผู้บริหารรุ่นใหม่บางครั้งเขาเคร่งครัด เขาบอกต้องทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ มีกำไร ถ้าอย่างนั้นง่ายมากเลย ขายเสื้อ ขายก๋วยเตี๋ยว ขายไอศกรีม เดี๋ยวก็ได้ แต่การทำอย่างนี้จะไม่ถึงชาวบ้าน หรือคนที่เราต้องการจะช่วย บางครั้งก็ต้องติงๆ เหมือนกัน การช่วยเหลือชาวบ้านก็ต้องมีเสียทิ้งน้ำไปบ้าง แต่ในขณะเดียวกันการที่เขาติงหรือตัดงบประมาณที่ดีทำให้เราต้องรอบคอบ ฉันสามารถตัดงบประมาณร้อยล้านสองร้อยล้านบาท เหลือสิบเก้าล้านบาท ที่ฉันตัดงบประมาณส่วนใหญ่จะตัดพวกก่อสร้างอะไรที่หรูหราฟุ่มเฟือยมากเกินไป แต่อะไรที่จะให้คนจน ก็ให้เขาเถอะ

ดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง

สมัยนี้ไม่ใช่ว่าไม่ทำโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่อ ก็ยังกลับไปดูสิ่งที่ทรงงานไว้ที่ใครบอกว่าเดี๋ยวนี้พระองค์ไม่เสด็จฯ แล้วถือว่าไม่ทำโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้นไม่ถูก ที่ถูกคือเราทำกันมานานจนกระทั่งรู้แล้วว่าพระองค์ทรงโปรดแบบไหน พระองค์จะทรงให้ช่วยราษฎรพ้นจากความเดือดร้อนอย่างไร ต้องช่วยคน ต้องทำเท่าที่จะทำได้ เรารู้ว่าหลักการเป็นแบบนี้ สิ่งที่ฉันได้มาจากการตามเสด็จฯ คือ การที่พระองค์ทรงปฏิบัติให้เห็น ทำให้เราคิดได้ว่าควรจะทำอย่างไร

งานพัฒนาเป็นงานระยะยาว… ต้องช่วยกันทำในแต่ละช่วง

งานพัฒนาเป็นงานระยะยาว ชั่วชีวิตคนหนึ่งก็ทำไม่เสร็จ ต้องช่วยกันทำในแต่ละช่วง คนใหม่ก็ต้องฟังจากคนเก่า เช่น สมุด แผนที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้กรมแผนที่พิมพ์ขึ้นนั้น ก็จะเห็นแผนที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ที่ทำในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อจะเป็นแนวคลองต่างๆ ว่าระบบที่ทำไว้นั้น สอดคล้องกับระบบของธรรมชาติอย่างไร ถ้าจะทำอะไรต่อและทำตามแนวนั้นก็จะทำให้งานไปในแนวเดียวกัน วางเป้าหมายความสำเร็จได้ ไม่มีน้ำไหลกลับขวางทาง เป็นต้น เพราะดูจากแผนที่เก่า ก็จะเห็นได้ชัดว่าน้ำจากที่ไหนไปลงคลองไหน จากไหนไปต่อไหน เป็นสภาพอย่างไรหรือระบบการชลประทานในทุ่งรังสิตสมัยนั้น ท่านวางระบบแนวคลองมาอย่างไร อันนี้ก็จะช่วยได้ในการพัฒนา

พระองค์ทรงงาน จนรู้สึกเป็นชีวิตประจำวัน

พระองค์ก็คงทรงเหนื่อยเหมือนกัน แต่ทรงไม่บ่น ทรงงาน 365 วัน ตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะมีเสียงวิทยุดังมาตลอด และยังมีอุปกรณ์สำหรับติดตามข่าวสารพัดอย่าง พระองค์ก็ทรงพยายามสอนถ่ายทอดให้ฉัน เช่น ไฟฟ้ากี่แอมแปร์ กี่วัตต์ กี่โวลต์ พระองค์ทรงฟังคลื่นวิทยุหลายเครือข่าย ถึงทรงรู้ว่ามีน้ำท่วมไฟไหม้ตรงไหน มีอะไรพระองค์ก็ทรงให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ตรงนี้คงไม่เรียกว่าพัฒนาเป็น บรรเทาสาธารณภัยŽ มากกว่า

เดี๋ยวนี้ก็ยังทรงทำอยู่เลย พระองค์ทรงงานแบบนี้จนรู้สึกว่าเป็นชีวิตประจำวันของพระองค์ จะทรงมีของพระราชทานวางไว้ตามกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนตลอด พอเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ก็สามารถนำไปมอบให้ชาวบ้านได้ทันที แต่ว่าตอนหลังๆ พาหนะอาจจะชำรุดไปบ้างก็กำลังให้เขาซ่อมและทำใหม่ ขณะเดียวกันก็พยายามหาเครือข่ายในการทำงานร่วมกัน

พระองค์ทรงสนพระทัยในการช่วยเหลือราษฎรเป็นอย่างมากและยังทรงงานอยู่ ตรงไหนที่พระองค์เสด็จฯไหว ก็จะเสด็จฯ อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ ก็เสด็จฯ ไปทรงเปิดคลองลัดโพธิ์ และสะพานภูมิพล ส่วนผู้รับผิดชอบโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ ก็ทำงานอย่างต่อเนื่อง และมาถวายรายงานพระองค์ก็ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยในการดำเนินงาน

แม้ประทับ ณ โรงพยาบาล… ยังทรงห่วงใยประชาชน

ขณะนี้ แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ก็ยังทรงงานเพื่อจะช่วยเหลือพสกนิกรอยู่ตลอดเวลา ทรงมีพระราชดำริแก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณใกล้เคียงโรงพยาบาลศิริราชที่หนาแน่นมาก ทั้งทางบกและทางน้ำ เนื่องจากพระองค์ทรงทำเรื่องการจราจรอย่างต่อเนื่องมาตลอด พระองค์จะทรงมอบหมายให้ตำรวจไปดูตามจุดต่างๆ คำนวณการเลี้ยวของรถ และสำรวจจุดจราจรที่สำคัญๆ เช่น ตามอนุสาวรีย์ สี่แยก หรือวงเวียนต่างๆ ว่าควรจะออกแบบถนนให้มีรูปร่างแบบไหน ขนาดเท่าไหร่ ตรงไหนควรมีสะพาน หรือควรมีอะไร เพื่อให้การจราจรเคลื่อนตัวได้อย่างลื่นไหล

ที่มา หนังสือ “พระมหากษัตริย์นักพัฒนาเพื่อประโยชน์สุขสู่ปวงประชา”

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สมเด็จพระเทพฯ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สมเด็จพระเทพฯ

ที่มา  matichon